@prefix bia: <https://id.bia.or.th/> .
@prefix rdfs: <http://www.w3.org/2000/01/rdf-schema#> .
@prefix rico: <https://www.ica.org/standards/RiC/ontology#> .
@prefix xsd: <http://www.w3.org/2001/XMLSchema#> .

bia:person-buddhadasa a rico:Person ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=243&previewPage=1> ;
    rico:birthDate "1906-05-27"^^xsd:date ;
    rico:hasOrHadAgentName bia:aname-buddhadasa-01,
        bia:aname-buddhadasa-02,
        bia:aname-buddhadasa-03,
        bia:aname-buddhadasa-04,
        bia:aname-buddhadasa-05,
        bia:aname-buddhadasa-06,
        bia:aname-buddhadasa-07,
        bia:aname-buddhadasa-08,
        bia:aname-buddhadasa-09,
        bia:aname-buddhadasa-10,
        bia:aname-buddhadasa-11,
        bia:aname-buddhadasa-12,
        bia:aname-buddhadasa-13 ;
    rico:history "'กินข้าวสุกอย่าให้เสียข้าวสาร ทำงานอย่าให้เสียแรง' — 'ผมช่วยรักษาของเก่าอย่างนี้หลายอย่าง เอามาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร อธิบายให้เห็นประโยชน์' (หน้า 711)",
        "'งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง'",
        "'ชินวาทก์' บทวิพากษ์ (ปฏิทินชีวิต ๒๔๗๖)",
        "'ทุรโลการมณจิต' เรื่องปรารภโลก — ส่วนใหญ่เขียนคนเดียวใช้หลายนามปากกา (หน้า 244)",
        "'ผมไม่เชื่อเรื่องหมอดูมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนเป็นนิสัย' (หน้า 89)",
        "'สังคายนาแต้มหัวตะ' (คำล้อของ ร.๕): สังคายนาไทยแค่ตรวจตัวอักษร ค/ต ไม่แตะเนื้อความ — ต่างจากพม่าครั้งที่ ๖ ที่วินิจฉัยข้อความจริงแต่ 'ไม่ไปแก้ของเก่าเลย เขียนบันทึกพิมพ์ไว้ท้ายเล่ม — นี่ดี ทำอย่างนี้ดี'; ตัวอย่างที่ไทยไม่กล้าแตะ: อตมฺมยตา ยังปรากฏเป็น อต/อค/อก ปะปนกัน; ท่านถ่อมตนปิดท้าย: 'ผมไม่ได้รอบรู้พระไตรปิฎกอะไรนักหนา เพียงแต่ว่าตั้งใจรวบรวมข้อความ...เพียงเลือกเก็บเอาตามที่พอใจ' (หน้า 504-505)",
        "'สังฆเสนา' แบบนักรบเพื่อธรรม",
        "'สิริวยาส' โคลงกลอน",
        "'อินฺทปญฺโญ' และ 'ธรรมโยธ' เขียนเรื่องวิพากษ์ (ถูกด่าเรื่อย)",
        "'โชคมันดีอยู่หน่อยที่มันไม่ไปสนใจเรื่องเพศ ถ้าไปสนใจเรื่องเพศคงเสร็จไปนานแล้ว คงไม่มีสวนโมกข์อย่างทุกวันนี้' (หน้า 131)",
        "กลอนล้อสุนทรภู่: 'สุนทรภู่ เขากลอนดี เพราะมีเหล้า...ส่วนเราเหล้าไม่มี มีแต่น้ำ จะปลุกปล้ำเท่าไร กลอนไม่ดี' (ไม่นิยมสุนทรภู่เพราะเหล้า-ผู้หญิง); นิราศที่ตั้งใจแต่งจริงมีแต่ 'นิราศลพบุรี' (แต่งให้คุณสัญญาคนพาไปเที่ยว) (หน้า 436-437)",
        "กลไกสติ-สัมปชัญญะ-ปัญญา (คำอธิบายเฉพาะของท่าน): 'สติเป็นพวกสมาธิ สัมปชัญญะเป็นพวกปัญญา — พอมีอารมณ์มากระทบ สติระลึกถึงความรู้ (ญาณ) แล้วเอาปัญญามายืนคุมเชิงต่อหน้าอารมณ์ นั่นคือสัมปชัญญะ; ถ้าไม่มีสติ ปัญญามหาศาลอย่างไรก็เป็นหมันหมด ถ้าไม่มีปัญญา สติก็เหมือนไม่มีอาวุธ' — 'ซึ่งในโรงเรียนนักธรรมไม่ได้สอน' (QA หน้า 678-684)",
        "การจำแนกสำนวนคัมภีร์: 'วินัยก็สำนวนอย่างนี้ สุตตันตะก็อย่างนี้ อภิธรรมก็อย่างนี้ อย่างน้อย ๓ รูปแบบไม่เหมือนกัน...พลิกหลาย ๆ ครั้งเข้าก็แยกออก มันรู้ขึ้นมาเองเพราะมันชิน'; เคล็ดเดียวของการแตกฉานบาลี: 'ไม่มี มีแต่ว่าทำมันเรื่อยไป' + ความรู้รอบตัวเรื่องบ้าน ๆ เรือน ๆ ช่วยยุติคำแปล (หน้า 489-490)",
        "การฉันอาหาร-ปัจจเวกขณ์: คติ 'พิจารณาเหมือนกินเนื้อลูกในทะเลทราย' ที่เขียนไว้ 'เขียนสำหรับพระบวชใหม่หรือเริ่มต้นปฏิบัติ'; ตัวท่านปัจจเวกขณ์ 'บางโอกาสไม่ได้ทำ...บางทีก็ปัจจเวกขณ์อย่างศึกษา ให้รู้เรื่องเอามาแต่งหนังสือ ไม่ได้ทำเป็นระเบียบตายตัว'; ยอมรับว่าก่อนสวนโมกข์ 'ฉันอร่อยและฉันมาก ฉันตามพอใจ ไม่มีการห้ามล้อ พอออกมาอยู่สวนโมกข์จึงฉันแบบมีการห้ามล้อ'; วัยชราฉันน้อยมาก 'ประมาณสัก ๔-๕ ช้อน อุจจาระวันละช้อน แล้วมันก็อ้วนอย่างนี้ ร่างกายวิปริต'; ของถูกปาก 'เปลี่ยนเรื่อย ตามธรรมชาติ' (ปีหนึ่งฉันผักมาก ปีถัดมาไม่ฉัน) หลัก ๆ คือน้ำพริกคลุกข้าว ผัก ปลาเค็ม; เคยทดลองฉันเจ (สะดวกช่วงมหาจุลอยู่ เพราะมหาจุลปฏิญาณกินเจ) ฉันผลไม้ล้วนไม่กินข้าว (เผือก มัน กล้วย มะละกอ — 'อุจจาระไม่เหม็นเลย') ฉันของหวานล้วน 'อยู่ไม่ได้ ๒-๓ วันก็จะตาย' (QA หน้า 665-667)",
        "การถือวินัยส่วนตัว (ตอบตรง ๆ ราย-ข้อ): ๒ ปีแรกที่สวนโมกข์ไปลงปาฏิโมกข์ที่วัดโพธาราม; ปลงอาบัติตามแบบมหานิกาย (ไม่ระบุสิกขาบท); ไม่เคยต้องอาบัติสังฆาทิเสส (สวนโมกข์ยุคแรกก็ไม่มี); พินทุผ้า 'ทำมาตั้งแต่แรกบวชเลย เดี๋ยวนี้บางทีก็เผลอ'; ลงอุโบสถ 'ไม่เคร่ง แต่มันไม่เคยขาด'; เคารพตามอาวุโส 'พยายามถือ — มันเป็นมรรยาทของมนุษย์ด้วย ไม่ใช่วินัยอย่างเดียว'; รักษาบาตร 'ทำก็มี ไม่ได้ทำก็มี'; ขุดดินตัดหญ้า 'เคยทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว' (หน้า 635-639)",
        "การนอน: สีหไสยาสน์ 'เคยลองแล้วทั้งนั้น ทำจนเป็นนิสัย นอนตะแคงขวาสบาย'; กำหนดเวลาตื่น 'เคยตื่นตรงเผงไม่ผิดแม้แต่นาทีเดียวหลาย ๆ ครั้ง จนเป็นธรรมดา อธิบายไม่ได้ แต่ไม่พ้นจากธรรมชาติ'; 'นอนเหมือนตื่น' = สำนวน หมายถึงหลับด้วยสติ-ตื่นด้วยสติ หัวท้ายติดต่อกัน; สมัยหนุ่มนอน ~๖ ชั่วโมง แก่แล้วน้อยลง ('คนชราออกกำลังน้อย หลับอิ่มง่ายขึ้น'); ไม่เคยกังวลงานจนนอนไม่หลับ 'ปาฐกถาสำคัญมันเตรียมไว้ก่อนหลายวันแล้ว' (นอนไม่หลับเฉพาะผิดที่/ที่เปิดให้คนเห็น เช่นห้องรับแขกวัด); ที่มาหมอนไม้สวนโมกข์: คิดทำกันตอนอบรมธรรมทูต จากบาลี 'หนุนท่อนไม้ แล้วมารจะไม่รบกวน' + ธรรมเนียมอินเดีย/กษัตริย์ลิจฉวีหนุนเพื่อเข้มแข็งอย่างนักรบ; บั้นปลายไม่ค่อยใช้แล้ว 'มันไม่มีแบบอะไรที่ตายตัว เอาตามสบายอย่างง่ายที่สุด ไปจำกัดตายตัวอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งบ้าใหญ่' (หน้า 662-664)",
        "การระเหิดพลังงานเพศ (sublimation): 'เป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีแผนการณ์ — ทำงานที่เราชอบหามรุ่งหามค่ำ พลังงานที่รุนแรงทางนั้นมันก็ลด เอาแรงทางเพศมาใช้ทางสติปัญญา'; ต้องมีงานที่ 'หลงใหลขนาดเป็นนางฟ้า' ยกอุปมาบาลี 'พระไตรปิฎกชื่อวาณี เป็นนางฟ้าเกิดจากดอกบัวคือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า จงมารึงรัดจิตใจของข้าพเจ้า' = 'ไปแต่งงานกับนางฟ้าเสีย (หัวเราะ) สมรสกับนางฟ้ากล่าวคือพระไตรปิฎก'; ยกตัวอย่างนายหวอด (คนเล่นนกเขา-ปลากัด-ไก่ชนใกล้วัดเวียง หายใจเป็นนกเขาจนไม่มีลูกเมีย) = ภวตัณหา/รูปราคะดึงจนลืมกามตัณหา 'นักค้นคว้านักประดิษฐ์ตัวยงก็น่าจะเป็นแบบนี้ — เป็นเรื่องมานะกับสมาธิ ไม่ใช่ปัญญาสูงสุด'; เคยศึกษาหลักโยคีเรื่องผันพลังงานเพศ 'โดยหลัก ไม่เคยโดยรายละเอียด' และยืนยันจากประสบการณ์ว่าอาหารบางอย่างกระตุ้นกามจริง (ฟักทองสุกแก่จัด ขนุนสุก ละมุดสุก — ตรงกันทั้งตำราโยคีและไสยศาสตร์ไทย); นิยามกามคุณ: 'ค่าจ้างของธรรมชาติ ไว้หลอกจ้างสัตว์ที่มีชีวิตให้สืบพันธุ์แค่นั้นเอง...ไปติดเบ็ดแล้วทำตามความต้องการของพรานเบ็ดโดยธรรมชาติ' (หน้า 650-654)",
        "การวิจารณ์ศาสนาในสังคม: กลุ่มแรกที่โจมตีก่อนคอมมิวนิสต์ไม่ชัดเจน; ความเข้าใจผิดหลัก ๆ ที่ท่านแก้: 'สันโดษทำให้คนไม่ทำงาน'=เข้าใจผิด, โชเปนเฮาเออร์มองพุทธเป็น pessimism 'มองไม่รอบคอบ' — ที่ถูกคือ 'พุทธศาสนามองโลกในแง่ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แก้ไขให้ดีก็ได้' (หน้า 591-592)",
        "การอ่านพรรษาที่ ๓: ไทยเขษมรายเดือน โคลงกลอนครูเทพ (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) หนังสือหลวงวิจิตรวาทการ น.ม.ส. และวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษที่ธรรมทาสบอกรับ (มหาโพธิ, บริติชบุดดิสต์ ฯลฯ แต่ตอนนั้นความรู้ภาษาไม่พอ อ่านข่าวเสียมากกว่า) (หน้า 115-116)",
        "การเข้าเงียบ (ปฏิสัลลีนวิหาร): ทดลองตามแบบพระพุทธเจ้า ('๓ เดือนบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง ไม่พบใคร อาหารวางไว้ในที่กำหนด') — ครั้งยาวทำครั้งเดียว 'เป็นเดือน ๆ แต่พูดไม่ได้ว่าหลายเดือน' นอกนั้นช่วงสั้น ๕-๗ วัน ของดบิณฑบาตให้พระเณรเอาอาหารมาวางไว้; เมนูช่วงเข้าเงียบ = ข้าวคลุกแกง (ข้าวสุกคลุกเนื้อปลาบดในอ่างใหญ่ หยอดแกง ปะหน้าผักหอมเช่นโหระพา) '(หัวเราะ) พูดแล้วยังน้ำลายไหล อร่อยกว่าฉันธรรมดา'; ช่วงเข้าเงียบ 'เขียนหนังสือก็มี ไม่เขียนก็มี นั่งเพ้อ ๆ ใจลอยไปก็มี' ทดลองสมาธิหลายแบบทั้งตามพระบาลีและ 'แบบฟรี แบบตามสบายใจ มีผลเหมือนกัน' (หน้า 673-675)",
        "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ในสายตาท่าน: รู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์+จดหมายเพื่อนพระจากกรุงเทพฯ ('เขียนเล่ามาอย่างไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน'); ธรรมทาสเกณฑ์ให้เทศน์หนึ่งกัณฑ์ว่า 'ประชาธิปไตยน่ะเข้ารูปเข้ารอยกันกับหลักพระพุทธศาสนา...เหมือนกับการปกครองสงฆ์' (ชาวบ้าน 'ฟังถูกไม่กี่คน'); ท่าทีส่วนตัว 'ไม่มีความคิดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จำเป็นจะต้องยอมรับสภาพสถานการณ์'; เคยไปฟังปาฐกถา 'ปาร์เลียเม้นต์ในประเทศอังกฤษ' ของ น.ม.ส. ที่สามัคคยาจารย์สมาคม 'ฟังครั้งแรก ฟังไม่เข้าใจ' (หน้า 586-589)",
        "ก่อนบวช ศึกษาธิการอำเภอเคยพูดปาว ๆ ชวนเป็นครูประชาบาล เงินเดือน ๑๒ บาท (จากอัตราปกติ ๘ บาท) — ไม่เอา 'ทำงานที่บ้านมันได้ประโยชน์มากกว่า...เราก็ไม่มีหัวทางราชการ' (หน้า 171)",
        "ก่อนบวชเริ่มตั้งข้อสงสัย วิพากษ์การอธิบายตีความธรรมะ (ความหมายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทาน ศีล นรกสวรรค์) 'อยากให้มันชัดเจนกว่านั้น ให้มันเป็นเรื่องชีวิตเดี๋ยวนี้' แต่ยังไม่วิพากษ์คณะสงฆ์ (หน้า 80-81)",
        "ก่อนไปกรุงเทพฯเคยคิดว่า 'พระอรหันต์เต็มไปทั้งกรุงเทพฯ' พอไปพบจริงจึงผิดหวัง เห็นพระเณรไม่ค่อยมีวินัย พระปักษ์ใต้เคร่งเรื่องเงินทองกว่ามาก (หน้า 110-111, 115)",
        "ของเล่นวัยหลัง: ย้ายจอมปลวกมาจัดแถวทำโต๊ะ, เลี้ยงปลาดิสกัสปอมปาดัวร์ (คุณประยูรเอามาให้ คู่ละ ๔,๐๐๐ บาท) เคย 'นั่งดูปลาวันทั้งวัน', นกกาฮัง ('นกเงือกฉลาดที่สุด...โยนของให้รับ ไม่เคยพลาด'), นกยูงตัวละ ๓ บาท (สุดท้ายปีกหักโดนเสือดำกิน), กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยจากเจ้าราชภาคินัยเชียงใหม่ (พิสูจน์ว่าเลี้ยงภาคใต้ได้); 'ของเล่นตอนแก่เดี๋ยวนี้ ก็คือ...การคิดถึงอะไรแปลก ๆ ยาก ๆ คิดอะไรใหม่ ๆ' ปัญหาสันติภาพโลก 'สิงสถิตในใจผมอยู่ตลอดเวลา' (หน้า 434-448, 454)",
        "คณะปฏิสังขรณ์/การเมืองคณะสงฆ์: ไม่ได้ร่วมทั้งความคิดและการกระทำ แต่ยอมรับตรง ๆ 'ถ้าเวลานั้นผมอยู่ที่นั่นน่าจะเอากับเขาด้วยก็ได้ ก็เรามีความคิดก้าวหน้าอยู่'; พ.ร.บ. ๒๔๘๔ 'ไม่รู้สึกเลย แทบจะไม่ได้สนใจจนออกมาแล้ว' (ผลพลอย: ถูกตั้งเป็นองค์การเผยแผ่ฯ); การเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. ๒๕๐๕ ท่านมองว่า 'เป็นการดิ้นรนฝ่ายธรรมยุต' ย้อนกลับหาแบบ รศ.๑๑๒; คดีพระพิมลธรรม: 'มันไม่ได้เสียหายเฉพาะมหานิกาย มันเสียหายต่อพระศาสนาโดยส่วนรวมด้วย...รู้สึกจะไม่คุ้มเลย' (หน้า 588, 592, 597-598)",
        "คลังคัมภีร์ค้นคว้า: พระไตรปิฎกบาลี ๔ ชุด + อรรถกถาครบเท่าที่จำเป็น + ฉบับอักษรพม่า (ของขวัญจากฉัฏฐสังคายนา — 'สมบูรณ์กว่า' ของไทย เช่น อทุติโย/อตฺตทุติโย) + ฉบับแปลอังกฤษ Pali Text Society และ The Sacred Books of the Buddhist + ดิกชันนารีบาลี PTS (มีตั้งแต่ก่อนตั้งสวนโมกข์) + ดิกชันนารีสันสกฤต ('คำบางคำต้องแปลงเป็นสันสกฤตจึงได้คำแปลที่ดี'); 'พระไตรปิฎกจีน' ที่อาซิ้มถวายที่จริงเป็นชุดวินิจฉัย-อรรถกถาจีน ไม่ใช่พระไตรปิฎก (คุณช้างเคยช่วยอ่านให้ฟัง); ชุดฆราวาส: The Great Books of the West ๕๖ เล่ม (คุณเรียมซื้อให้ 'ยาวตั้งวา' ใช้ดูว่าฝรั่งคิดอย่างไร), Illustrated Encyclopedia of Mankind ๒๐ เล่ม, สวามีวิเวกานันทะชุดใหญ่จากเจ้าคุณลัดพลีฯ, เซนของซูซูกิ+Charles Luk (หมอประพันธ์ให้), ตอลสตอยชุดสมบูรณ์ (ของพระกวง), หนังสือเพศศึกษา-กามสูตร ('ไว้เปรียบเทียบ...มนุษย์มันเคยคิดเรื่องอะไรที่จะทำให้ดีที่สุด') (หน้า 469-476)",
        "ความพอใจในชีวิต-การวัดตัวเอง: 'เท่าที่ทำมานี้ พอคุ้มค่าข้าวสุกแล้ว เหลือต่อไปนั้นเป็นผลกำไรเหลือเฟือ'; **ไม่วัดตัวเองด้วยมรรคผล**: 'ผมไม่เหมือนคนอื่นหรอก ไม่ได้วัดว่าตัวเองจะเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ ไม่วัดและไม่พยายามจะกำหนด เพียงแต่ว่ามีความทุกข์เหลืออยู่หรือไม่ คอยดูอยู่'; ถามว่าทุกวันนี้มีทุกข์ไหม: 'ต้องพูดว่าไม่มี แต่ถ้าพูดว่าไม่มี ก็กลายเป็นอวดอุตริมนุสสธรรม (หัวเราะ)...เรายังเชื่อว่าอาจจะมีความอยากอย่างอื่นที่ไม่เคยมี โผล่มาวันใดวันหนึ่ง จึงระมัดระวังไม่ทำอะไรโดยการอยาก ทำด้วยเหตุผลของสติปัญญา' (หน้า 689)",
        "ความหมายของ 'ฉีกพระไตรปิฎก' ที่ถูกเข้าใจผิด: 'ปลดออก ระงับเสีย สำหรับเมื่อจะแสดงแก่คนชนิดไหน — คนพื้นฐานไม่ต้องฉีกออก แต่ถ้าจะแสดงแก่นักวิทยาศาสตร์แท้จริง ต้องปลดออกเสีย ๖๐% เหลือ ๔๐%...เหลือแต่เพชรเหลือแต่ทองคำ' และยืนยัน 'ไม่ได้ไปแตะต้องฉบับไหนโดยตรง' (หน้า 496-497)",
        "ความหวังตอนตั้งสวนโมกข์: 'สิ้นหวังที่จะได้อะไรจากกรุง ก็หวังจะได้อะไรจากในป่า...ไปตายเอาดาบหน้า' สอบเปรียญ ๔ ตกไม่ใช่ปม 'เรารู้สึกว่าเราเหลวไหลเอง' (หน้า 203)",
        "ความแก่: รู้สึกแก่ทางร่างกายเมื่ออายุ ~๖๕ ('เริ่มรู้จักเป็นหวัด ความอดทนต่อดินฟ้าอากาศอ่อนลง') 'แต่จิตไม่แก่ ส่วนของจิตล้วน ๆ คือความนึกคิดไม่แก่ มันจะยังหนุ่มขึ้นเสียอีก'; โรคประจำตัว: ท้องผูกแล้วเลือดออกแบบริดสีดวง เป็นมาตั้งแต่อายุ ๒๐ (หอยแครงกระตุ้น 'ฉันไม่กี่ตัวจะมีอาการ' แก้ด้วยยาญี่ปุ่นตราคนดำ); เจ็บหนักสุดสมัยหนุ่มแค่ไข้มาลาเรีย ๒-๓ วัน (หน้า 707-708)",
        "งานครูบาอาจารย์อดีตที่ยังศึกษาตลอด: นวโกวาท ธรรมวิภาค ธรรมวิจารณ์ ของสมเด็จกรมพระยาฯ ('ท่านต้องอธิบายอย่างนั้นเพราะสมัยนั้นมันมีเท่านั้น เรื่องภาษาคนภาษาธรรมไม่มีวี่แววในความรู้สึกนึกคิดของท่านเลย'); เคยเอางานสมเด็จพระวันรัต (พลับ, ฝ่ายอรัญวาสี ร.๔-๕) ลง พุทธสาสนา หลายตอน; ใช้ 'อภิธานัปปทีปิกา' (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรฯ ชำระ) เป็นคลังไวพจน์ 'ได้รับประโยชน์มาก...แต่พวกอภิธรรมไม่ได้รับประโยชน์จากหนังสือนี้แม้แต่นิดเดียว เขามีหน้าที่จะนั่งนับเม็ดมะขาม' (หน้า 519-520)",
        "งานที่ยอมรับว่า 'พลาด ~๑ เปอร์เซ็นต์': เคยเทศน์เรื่องตายแล้วเกิดแบบสัสสตทิฏฐิตามแบบโรงเรียนนักธรรม (การศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรง 'ช่วยให้เรารู้ว่านั่นมันผิดแล้ว' จึงเลิกสอน) และเคยใช้คำ 'วิปัสสนาคือวันคืนแห่งการคิด' — ที่ถูกคือ 'การดูความจริงของธรรมชาติ...เตรียมจิตให้ดู ดูแล้วเห็นเอง' (หน้า 332)",
        "งานอดิเรกสมัยเรียนบาลีกรุงเทพฯ (~๒๔๗๓-๗๕): เที่ยวเดินดูวัด-ถ่ายรูปทั้งวันกับพระครูชยาภิวัฒน์ผู้วางแผนเส้นทาง; กล้องแรก 'โกดัก เวสต้า' ๑๒ บาทจากเวิ้งนครเขษม ล้างอัดรูปเอง เคยถ่ายเมฆอย่างเดียวนับพันภาพ (เลิกเล่นกล้องเด็ดขาด ~๑๕ ปีก่อนสัมภาษณ์ ตอนหลังพระบุญชูช่วยทำแทน); เล่นพิมพ์ดีด แผ่นเสียง (เรียนภาษาด้วยลิงกัวโฟน) วิทยุ ในกลุ่ม 'พระอุตริ' ไม่กี่องค์ (หน้า 129-132)",
        "งานเขียนจริงจังชิ้นท้ายสุด = 'สมเด็จในความรู้สึกของข้าพเจ้า' (๑๒ มิ.ย. ๒๕๑๖) (หน้า 251)",
        "งานเผยแผ่กับการลดกิเลสไม่ขัดกัน: 'การที่จะต้องพูดนั่นแหละทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น กลับเป็นผลดี'; เคล็ดการเรียน (ยืนยันจนบัดนี้): 'ถ้าอยากจะรู้เรื่องอะไร จงตั้งต้นการศึกษาเหมือนอย่างว่าเราจะไปเป็นครูเขาในเรื่องนั้น แล้วจะรู้ดีจนเกินพอ'; เรื่องฝังใจ: สวามีวิเวกานันทะไปเผยแพร่ที่อเมริกาได้รับต้อนรับอย่างยิ่ง 'กลับมาร้องไห้ว่าเป็นเรื่องเสียหายแก่จิตใจ เพราะมันทำให้ดีใจ — การไปหลงใหลกับผลสำเร็จคือความเลวทรามอย่างหนึ่ง เลยไม่กล้าคิด' (หน้า 687-688)",
        "จีวรยุคแรกสวนโมกข์ย้อมแก่นขนุนค่อนข้างดำ (ตามแบบพระพุมเรียงรุ่นเก่า เช่น อาจารย์เหม็น อาจารย์ทุ่ม พระใบฎีกาแช่ม) ผ้าขาดปะเองเย็บเอง — ตอนหลังเลิกย้อมดำเพราะเห็นว่า 'มันเล่นละคร แกล้งย้อมดำอวดคน' (หน้า 187)",
        "จุดค้นพบสำคัญ — ปฏิจจสมุปบาทไม่ข้ามภพข้ามชาติ: ยุคแรก 'ก็ยังสอนอย่างเดิม' ตามอรรถกถา/วิสุทธิมรรค (คร่อมสามชาติ) มาสะดุดเมื่อค้นพระบาลีมากขึ้น — 'เราก็มีตัณหาวันละหลาย ๆ หน จะไปคาบเกี่ยวกันตั้งชาติชนิดเข้าโลงทีหนึ่งอย่างไรได้'; สรุป: ชาติมี ๒ ความหมาย ทางกายเกิดครั้งเดียว แต่ 'ชาติที่เกิดจากตัณหาอุปาทานมีทุกคราวที่เกิดตัณหา...เกิดผลุงขึ้นมาเป็นตัวกูของกู' — **'เราเลยพบหลักที่เรียกว่าภาษาคนภาษาธรรมเพราะเหตุนี้'**; ยกแบบข้ามชาติไว้ 'เพื่อส่งเสริมศีลธรรม' แบบไม่ข้ามชาติไว้เป็นปรมัตถ์; ใช้เวลาขบ ~ครึ่งอายุสวนโมกข์ (~๒๕ ปี) 'เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นย้ำเหมือนตอกตะปู...ต้องมีสติกั้นกระแสปฏิจจสมุปบาท...นี้เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง' (หน้า 514-519)",
        "ฉายา 'อินฺทปญฺโญ' เชื่อว่าพระจุล จนฺทาโภ ครูนักธรรมเป็นผู้คิดให้ (หน้า 100)",
        "ชีวิตปฏิบัติธรรม-ไม่มีจุดหักเห: ยืนยันว่าไม่มีช่วงเปลี่ยนแปลงใหญ่หรือประสบการณ์พิเศษแบบเกจิอาจารย์ 'มันมาทีละนิด ๆ เหมือนต้นไม้งอกขึ้นทีละนิด ไม่รู้ว่ามันตรัสรู้เมื่อไร'; วัดความก้าวหน้าด้วยอุปมาบาลี 'ด้ามเครื่องมือสึกไปทุกวันแต่ไม่รู้ว่าสึกวันละเท่าไร' รู้แต่ว่าสิ่งไม่พึงปรารถนาลดลง เช่นกลัวผีน้อยลงจนไม่กลัวเลย; บทความ 'สมัยโน้นเมื่อเรายังเที่ยวหาอัตตา' (๒๔๘๓) เขียนสำหรับชีวิตทุกคน ไม่ใช่อัตชีวประวัติ ตั้งชื่ออย่างนั้น 'เพื่อให้มันสะดุด' (หน้า 603-605)",
        "ชื่อทางการของสวนโมกข์คือ 'วัดธารน้ำไหล' ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีใครรู้จัก",
        "ชื่อเดิม 'เงื่อม': เซ็นชื่อเงื่อมมาแต่แรก 'ผมชอบที่มันแปลไม่ได้' ชาวบ้านออกเสียงเพี้ยนเป็นเนื่อม/เหงื่อม สมเด็จวัดเทพศิรินทร์เรียก 'เงื้อม' (หน้า 186)",
        "ตอบข้อกล่าวหา 'เป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักศาสนา': 'ผมสอนอยู่ทุกวันว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา เป็นวิทยาศาสตร์ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติด้านจิตด้านวิญญาณ — ปรัชญาเป็นเรื่องคำนวณ ธรรมะเห็นแจ้งโดยพ้นการคำนวณ ถ้าต้องคำนวณอยู่ยังไม่ใช่รู้แจ้งในพุทธศาสนา'; เคยถกเรื่อง 'ปรัชญา≠philosophy' ในวงสนทนาบ้านสวามีสัตยานันทปุรี (นาคะประทีปมาแทบทุกครั้ง เสฐียรโกเศศมาเป็นครั้งคราว ท่านไปกับเจ้าคุณลัดพลีฯ เสมอ ไม่เคยไปเองตามลำพัง); กาลามสูตร: 'ไม่ให้เชื่อ แต่เราต้องใช้มันทั้ง ๑๐ อย่าง — เป็นเรื่องผ่าน แต่ไม่ยุติตามนั้น' (หน้า 690-692)",
        "ตอบข้อสงสัย 'ไม่ครองเรือนจะรู้ทุกขสัจได้อย่างไร': 'ทุกทีที่เราอยากอย่างบ้า ๆ มันทรมานใจ นั่นแหละทุกขสัจ' ไม่ต้องเรียกชื่อบาลี; วาทะ 'อาจารย์ของพระพุทธเจ้าชื่อนายคลำ' (เรียนจากการคลำ-ลองผิดลองถูกโดยธรรมชาติ) 'ยังยืนยันอยู่บัดนี้'; คำถามเกิดมาทำไม — ไม่รู้ตั้งแต่เด็กจนบวชจนเป็นครู 'มันเพิ่งรู้เมื่อมีสวนโมกข์แล้ว ศึกษาธรรมะในชั้นลึกมากเข้า ๆ' (หน้า 614-616)",
        "ตอบข้อสังเกต 'ทิฏฐิกล้า ไม่ฟังใคร เพราะไม่มีครู': 'ผมถือความถูกต้องตรงที่มันดับทุกข์ได้ จะต้องไปเชื่อคนอื่นทำไม เราเห็นอยู่เองว่าดับทุกข์ได้หรือไม่ — จะเรียกว่าความเห็นกล้าแข็งก็ได้ ในลักษณะที่ว่าผิดไม่ได้ แต่กล้าแข็งอย่างจองหองอวดดีมันไปอีกอย่าง'; ไม่เคยต้องเลือกระหว่างความสุขใจกับเกียรติ 'เกียรติมันแค่สมมติ เราสนใจของจริง' (หน้า 696-697)",
        "ตอบเรื่อง ตามรอยพระอรหันต์ กับตัวเอง: 'มันเขียนเพื่อผู้อื่น เป็นหลักสำหรับคนทั่วไป' ตัวท่าน 'พยายาม' ปฏิบัติตาม; การหัวเราะ: 'หัวเราะ เดี๋ยวนี้ก็หัวเราะ...ถ้ารู้ธรรมะมากขึ้น มันหัวเราะลดลง ก็หัวเราะเป็นนัย ๆ'; ไม่เคยปฏิบัติจนเครียด 'เคร่งกับเครียดมันคนละคำทีเดียว' แต่เคยทำเคร่งเพื่อทดลองดูผล (กินผัก ไม่นอน); เวลาไปกรุงเทพฯ พักบ้านคุณชำนาญฝั่งธน (เรือนพิเศษไว้ให้แขก) 'เรียกว่าอยู่ในสลัม มองดูเข้าไปในเพิงสลัมมีโทรทัศน์' บ้างก็พักพุทธสมาคม/วัด (QA หน้า 646)",
        "ตำแหน่งเจ้าอาวาสช่วงบั้นปลาย (บทความ Lotusblätter 3/90, OCR งวด 3): ขอลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุสุขภาพตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ ทั้งเจ้าอาวาสสวนโมกข์และวัดพระบรมธาตุไชยา — มีการแต่งตั้งผู้ช่วยที่อยู่กับท่านมานาน (บทความเรียกว่า 'Acharn Pho Buddhadhammo') เป็นเจ้าอาวาสสวนโมกข์เมื่อ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ส่วนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยายังไม่ได้รับการปลด",
        "ทัศนะ ๒ นิกาย: การเกิดธรรมยุต 'มีส่วนทำให้มหานิกายปฏิบัติดีขึ้น'; สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เคยมุ่งรวมนิกาย 'แต่ก็ทำไม่สำเร็จ...นี่ต้องเรียกว่ามันเป็นกิเลสของมนุษย์ มานะทิฏฐิ'; พระป่า-พระบ้านสมัยแรกมีสวนโมกข์ 'ต่างฝ่ายต่างพูด' (พระป่าว่าพระบ้านไม่ปฏิบัติ พระบ้านว่าพระป่างมงาย); เกร็ดอวดเคร่ง: ปมนมสด 'ไม่รู้แน่นอนว่าอยู่ในข่ายอาหารหรือเภสัช' (หน้า 595-597)",
        "ทัศนะการเรียนบาลี: มูลกัจจายน์เดิม 'ท่องสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง...เป็นปี' → สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณฯ ปรับเป็นบาลีไวยากรณ์ 'ง่ายขึ้นหลายเท่า แต่แล้วก็ไม่มีใครปรับปรุงต่อมาอีก'; ไม่ชอบวิธีฝรั่ง 'รวบรัดมาก ไม่เรียนถึงรากศัพท์'; 'ทั้งบาลีทั้งนักธรรมมีทางทำให้ง่ายขึ้นอีกมาก แต่จะเอาอำนาจที่ไหนไปทำ' — ทำโดยอ้อมด้วยการแปลให้เห็น จนสมเด็จพระวันรัต (เฮง) เรียกไปสรรเสริญต่อหน้า 'แปลอย่างนี้เหมาะแก่สมัย' (หน้า 508-509)",
        "ทัศนะต่อพระพุทธโฆษาจารย์: วิสุทธิมรรค 'แต่งตามเค้าวิมุตติมรรค เพียงแต่เพิ่มเติมตัวอย่างที่เป็นท้องนิทาน...ไม่เห็นมีอะไรแปลก'; เรื่องเผาฉบับเดิม 'มันก็น่าเห็นใจนะ ถ้ามันมีอยู่ ๒ ฉบับแล้ว มันก็ค้านกันตายเลย' ปฏิเสธข้อหานักฉวยโอกาส 'ท่านอาจตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด' (หน้า 515-516)",
        "ทัศนะต่อพระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลไทย (๒๕ พุทธศตวรรษ): 'ยังมีส่วนที่เราไม่เห็นด้วย...แล้วก็เงียบ ๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องอำนาจ' แต่ใช้เทียบเคียงตลอด; สำนวนแปลแบบโรงเรียน 'ถ้าเขียนเป็นสำนวนปัจจุบันก็คงได้ แต่คงจะถือกันว่าไม่ขลัง ถ้าใช้สำนวนตลาด' (หน้า 507-508)",
        "ทัศนะต่อฟรอยด์: ทฤษฎีทุกอย่างมาจากเพศ 'มันก็จริงที่สุด แต่มันก็มีขอบเขตอยู่เพียงกามาวจรภูมิ...ฟรอยด์ไม่รู้เรื่องรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ไม่รู้เรื่องพระอรหันต์ คำพูดนั้นจึงถูกครึ่งเดียว' (รู้จักฟรอยด์ผ่านวารสารของสวามีสัตยานันทบุรี) (หน้า 578-579)",
        "ทัศนะต่อมากซ์: 'ไม่ค่อยได้อ่าน...พอรู้เค้าเงื่อนแล้วก็ตัดบทเลย' เหตุผล: 'มากซ์ไม่เคยศึกษาพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง...ไปจัดพุทธศาสนาไว้ในกลุ่มเดียวกับศาสนาอื่น'; โต้คำ 'ศาสนาเป็นยาเสพติด' — 'ศาสนาพุทธนี้ไม่เป็นยาเสพติด แต่กลับจะเป็นเครื่องปราบปรามยาเสพติด เช่นไสยศาสตร์' (หน้า 566-567)",
        "ทัศนะมหายานโดยรวม: 'ไม่ค่อยมีอะไรมาก หรือดีกว่าเถรวาท...ถึงจะได้อะไรมาจากมหายานก็ไม่ดีกว่าหรือเหนือกว่าที่เถรวาทมี' — วิเคราะห์ว่ามหายานขยาย ๒ ทาง: ทางต่ำเพื่อรักษาคนด้อยการศึกษาไว้ในวงพุทธ (สวดอมิตาภะ ๘ หมื่นครั้งไปสุขาวดี 'มันก็น่าเห็นใจ...น่าชมเชย') และทางสูง (มัธยามิกะ 'ก็สงเคราะห์เข้าในมัชฌิมาปฏิปทา'); เซนคือผู้ล้อเลียนตอบโต้มหายาน ('อมิตาภะคือจิตเดิมแท้...เซนจึงไม่มีเรื่องสวรรค์สุขาวดี') จุดเด่นเซน=ทำปัญญากับสมาธิควบคู่ 'ซึ่งมาเทียบเคียงดูเดี๋ยวนี้ เห็นได้ว่าระบบอานาปานสติสามารถรับหน้าเผชิญหน้ากับเซนได้'; ยกย่อง 'พระราชวิจารณ์มหายาน' ของ ร.๕ ถวายสมเด็จกรมพระยาฯ ว่า 'เขียนดีมาก...บางทีจะเห็นไปถึงกับว่าน่ากลัวมันจะมาครอบงำประเทศไทย'; ผู้จาริกจีน ๓ แบบ: ยวนฉ่าง=นักศึกษาแท้ ฟาเหียน=นักบันทึกประวัติศาสตร์ (แกม ๆ ไสยศาสตร์) อี้จิง=บันทึกการปฏิบัติ; ปรัชญาจีนอื่นอ่านนิดหน่อย (เหลาจื๊อ จางจื๊อ ขงจื๊อ — รวม 'ลัทธิของเพื่อน' ของพระยาอนุมานฯ); เคยตามพบพระญี่ปุ่นที่มาบวชที่วัดอรุณฯ โดยวานร้านถ่ายรูปญี่ปุ่นที่คุ้นเคยเป็นล่าม; บทสรุปวัยชรา: 'เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องการเถรวาท ไม่ต้องการมหายาน ต้องการคำพูดอะไรก็ได้ที่มันพิสูจน์ได้ว่าดับทุกข์ได้ก็พอแล้ว' (หน้า 521-531)",
        "ทัศนะสัทธรรมปฏิรูป (ธรรมะปลอม): ตัวอย่างชั้นคัมภีร์ = อาการวัตตสูตร (อิติปิโสวนไปวนมา — เห็นตั้งแต่ก่อนบวช 'อ่านเข้าไปสัก ๒-๓ ใบ โอ๊ย! ไม่ไหว') ชมพูบดีสูตร (ไม่มีในบาลี-อรรถกถาแต่เทศน์กันทุกวัด); กล้าชี้ว่าแม้ในพระไตรปิฎกเอง จันทิมสูตร-อาทิตยสูตร และสูตรแนวสัสสตทิฏฐิ 'น่าจะจัดไว้ในพวกสัทธรรมปฏิรูปด้วยเหมือนกัน' (หน้า 483-485)",
        "ทัศนะเชื้อชาติพระพุทธเจ้า (ความเห็นส่วนตัวที่ 'ไม่เหมือนใคร'): น่าจะพันธุ์ออสตราลอยด์ผิวเหลืองแบบชาวเนปาล ไม่ใช่อารยัน/มองโกลอยด์ — คึกฤทธิ์ได้ยินแล้วว่า 'บ้า อะไร ๆ ก็ให้เป็นไทยไปเสียทั้งนั้น'; บั้นปลายวางแล้ว 'พระพุทธเจ้าเป็นชาติอะไรก็ได้...รู้แต่ว่าสอนให้ดับทุกข์ได้อย่างไร' (หน้า 549)",
        "ทำ 'ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี' (ธรรมวิภาคนวกภูมิ) เป็นตัวอย่างตำรานักธรรมแนวใหม่ + เคยเสนอพระเถระให้มีการสอนธรรมะชั้นลึกเลยนักธรรมเอก — 'ท่านก็เห็นด้วย แต่มักจะลงเอยที่ว่าไม่มีคนสอน' (หน้า 330)",
        "ที่มา 'สำนวนสวนโมกข์': ไม่ชอบการแปลยกศัพท์ตามหลักสูตรที่ 'ชาวบ้านอ่านไม่รู้เรื่อง' — 'เราแปลแบบของเราจนเกิดสำนวนสวนโมกข์ขึ้น' (หน้า 203)",
        "ที่มาชื่อ 'พุทธทาส': ธรรมทาสตั้งชื่อตัวก่อน 'เราเห็นว่ามันว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ก็เลยเห็นว่ามันน่าจะชื่อพุทธทาส' — ใช้ครั้งแรกเขียนบทความวิพากษ์ศาสนาส่ง กรุงเทพเดลิเมล์ ก่อนตั้งสวนโมกข์ (เขาไม่ลง); ภายหลังยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจริงเป็นพุทธทาส แต่ทางกรุงเทพฯ ไม่อนุญาต อ้างว่า 'ลบหลู่พระพุทธเจ้า' (ธรรมทาสจดได้ก่อนนานแล้ว) (หน้า 184-185)",
        "ท่าทีต่อการเลิกสวนโมกข์: 'ผมสลัดทิ้งได้เหมือนถ่มน้ำลาย...แล้วแต่อิทัปปัจจยตา สวนโมกข์ที่มีอยู่ก็เลิกได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกได้ ถ้ามันต้องเลิก ไม่เดือดร้อน' (หน้า 320)",
        "ท่าทีต่อคริสต์ (วิวัฒนาการ): พื้นเดิมสังคมไทยเรียกหนังสือฝรั่งว่า 'หนังสือของมิจฉาทิฏฐิ' (เจ้าคุณวัดปทุมคงคายังถือ); ท่านเอง 'ไม่มีความรู้สึกว่าแข่ง แต่มีความรู้สึกว่าเลียนแบบ ถ้ามันเป็นวิธีการที่ดี' (เช่นโรงเรียนพุทธนิคม); ยุคตอบปัญหาบาทหลวงยอมรับว่า 'มันก็เกิดกิเลส ไม่ชอบขึ้นมา ก็เลยตอบชนิดที่ไม่มีทางเข้ากันได้ เพราะตอนนั้นผมมุ่งหมายพระเจ้าอย่างบุคคลเท่านั้น' → ภายหลัง 'มีพระเจ้า ๒ องค์ พระเจ้าอย่างบุคคล กับพระเจ้าอย่างธรรมะ (กฎธรรมชาติ)' ไปพูดประสานความเข้าใจให้โปรเตสแตนต์เชียงใหม่; ศาสนาสากล: 'ถ้าจะมีศาสนาสากลก็คืออยู่ร่วมกันหมด...ต้องทรงไว้ทุกศาสนา สำหรับคนทุกแบบ ทุกรูป ทุกระดับ' (หน้า 557-561)",
        "ท่าทีต่อพระไตรปิฎก: 'แต่ก่อนเราก็เชื่อว่าพระไตรปิฎกแตะต้องไม่ได้ ครั้นมาถึงเดี๋ยวนี้...ไม่ถือเอาสักว่ามีในพระไตรปิฎก ต้องมองเห็นความดับทุกข์ได้จึงจะถือเอา'; เหตุที่เห็นว่าวินัย-อภิธรรมมีส่วนแต่งเติม: วินัยมี 'สมมติตัวอย่างคดี' มากเกินจำเป็น, อภิธรรม 'เรื่องที่ต้องไปเทศน์กันบนสวรรค์นั่นยิ่งไม่ไว้ใจ' และหัวข้อแรก ๆ หาพบในสุตตันตะอยู่แล้ว; หลักฐานจากสมันตปาสาทิกา: เดิมไม่มีคำว่าปิฎก มีแต่นิกาย ๕ (หน้า 490-492)",
        "ท่าทีต่อยศศักดิ์: กลอน 'เป็นหลวงตาดีกว่าเป็นเจ้าคุณ' เขียนทีหลังใต้ภาพรับพัดยศ ('ภาพที่เผยแพร่ไม่ได้ มันอวดดี'); พระนาคเสนเคยชวนเป็นผู้นำคืนพัดยศ — ท่านว่า 'คิดแบบนี้มันบ้า...ในโลกนี้ต้องมีเรื่องสมมติ'; เหตุผลรับ: 'ถ้าเป็นเจ้าคุณ เวลาพูดอะไรมันก็มีคนฟังมากกว่า' (หน้า 401-402)",
        "ธรรมะที่ใช้มากที่สุดในชีวิต: โยนิโสมนสิการ — 'ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็โยนิโสมนสิการ...ฉลาดขึ้นมาก็เพราะเหตุนี้'; จัดตัวเองเป็นพุทธิจริต 'ชอบสนุกกับการคิดการนึก การใช้ปัญญา'; ไม่มีเข็มชีวิตแต่แรก 'เปะปะมา บวชแล้วมาพบธรรมะเข้า พอใจ'; เรื่องโลก ๆ 'ลองสัก ๑๐% จะไม่ถึง แต่มันรู้หมดเลยว่ามันเช่นนั้นเอง แค่นั้นเอง' (หน้า 611-612)",
        "ธุดงควัตร-อยู่ต่ำสุด: หลัก 'มีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ต่ำสุดคือต่ำไม่ได้อีกแล้ว เรื่องกินอยู่นุ่งห่ม — หกล้มไม่ได้อีก เหลือแต่จะขึ้นไปเท่านั้น' (สูงด้วยกิเลสเดี๋ยวก็พังโครมลงมา); ไม่ต้องปรับตัว 'สมัครอย่างนั้นเลย เราตั้งเอาเอง ไม่ได้ทำในอาณัติของใคร'; นอนอย่างต่ำสุด 'บางทีก็มีเสื่อ บางทีก็ไม่มี หนุนหมอนไม้ รองด้วยสังฆาฏิพับ มุ้งไม่มี เว้นแต่เจ็บไข้'; เดินเท้าเปล่าจนหนังเท้าหนา (ที่สวนโมกข์ไม่หนาเพราะทรายนิ่ม 'ถ้าเดินธุดงค์ตามทางรถไฟจะต้องหนาปึก'); **ไม่เคยออกจาริกธุดงค์แบบที่เขาทำ**: 'เดินอยู่แต่ในสวนโมกข์ เพราะพอมาเริ่มงานเข้า มันอยากจะทำแต่หนังสือ' เคยนอนเล่นชายหาดที่คันธุลี (ท่าชนะ สุราษฎร์ฯ) เป็นคราว ๆ; แต่ถือธุดงค์โดยพฤตินัย 'ใช้จีวรเท่านั้น ฉันอาหารเท่านั้น บิณฑบาตเป็นวัตร ตามลำดับบ้าน ล้วนแต่เป็นธุดงค์ แต่ไม่ได้สมาทาน ไม่อยากทำให้มันเกิดเป็นเรื่อง'; วาทะสำคัญ: **'ทำวิปัสสนาโดยที่มีปากกาอยู่ในมือ ไม่มีแบบ ไม่มีพิธี...แต่เชื่อว่าทุกคนทำได้'** (หน้า 656-661)",
        "นามปากกาที่ใช้เขียนในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนายุคแรก (ท่านเล่าเอง หน้า 243): 'พุทธทาส' เขียนเรื่องธรรมะโดยตรง",
        "นามปากกาเพิ่มเติม: 'ข้าพเจ้า' เขียนเรื่องแง่คิดขำ ๆ และ 'นายเหตุผล' แกล้งเขียนค้านพุทธศาสนา 'ให้ผู้อ่านนึกคิดในทุกแง่ทุกมุม...ให้คนอื่นได้วินิจฉัย' (คุณสด กูรมะโรหิต และท่านบุญชวนเขียนตอบเข้ามาโดยไม่รู้ว่าเป็นท่านเอง); ที่ถูกด่าเรื่อยคือ อินฺทปญฺโญ กับ ธรรมโยธ — 'นามพุทธทาส ไม่เคยถูกด่า' มีคนเขียนมาให้ 'ปลดอินฺทปญฺโญออกจากกองบรรณาธิการ' (หน้า 242-244)",
        "นิยามความเคร่ง: 'คำว่าเคร่งมันกำกวม ๒ ความหมาย — เคร่งในอุปาทานเป็นบ้าก็ได้ เคร่งด้วยสติปัญญามันก็พอดี มัชฌิมาปฏิปทาคือหลักเกณฑ์ของการเคร่ง เคร่งส่วนใหญ่มักจะอวดตน เคร่งเพื่ออวดคน ที่เคร่งเพื่อให้กิเลสหมดเร็วนั้นมีน้อยมาก' (หน้า 669)",
        "นิสัยการอ่าน-จดโน้ต: 'อ่านลวก อ่านหยาบ อ่านเอาแต่ใจความ' ไม่ขีดเส้นใต้ (ต่างจากหนังสือคุณกวงที่ขีดเกือบทุกบรรทัด); เคยทำบัตรคำธรรมะอยู่พักหนึ่งแล้วเลิก 'ทำอะไรไม่จริงด้วยผมน่ะ ไม่เคยมีความอดทน แต่ความคิดน่ะมี' เคยคิดทำบัญชีเรื่องในพระไตรปิฎก บัดนี้ 'ความคิดมันเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว เรื่องจะดับทุกข์อย่างไรเท่านั้นเอง' (หน้า 599-600)",
        "น้ำปานะสวนโมกข์เก่า: ระยะยาว = ใบชุมเห็ดผิงไฟต้มใส่น้ำตาลทรายแดง (สมัยนั้นปี๊บละ ๓ บาท) บางสมัยมีน้ำลูกหว้าคั้น (บ้านนี้เรียกลูกเขรียง) มะขามป้อม ลูกจัน 'มีกฎเกณฑ์ที่ว่าแล้วแต่มันจะมี'; เกร็ดฉันนอกวัด: สมัยสวนโมกข์เก่าเคยพากันไปฉันริมทะเล ลงเรือไปฉันในทะเล ไปนั่งล้อมหนองบัวให้เด็กถอนบัวมาจิ้มน้ำพริก 'รู้สึกไม่ถูกต้องตามวินัยนัก...มันสนุก เปลี่ยนอากาศ'; มาสวนโมกข์ใหม่ไปฉันที่คลองปากด่านเกือบทุกวันช่วงซ่อมคลอง; ตอนอบรมธรรมทูตพาไปฉันโรงนาพี่ข้อง 'ให้บรรยากาศคล้ายครั้งพุทธกาล' (หน้า 668)",
        "ปณิธาน ๓ ข้อ (เข้าถึงหัวใจศาสนาของตน/เข้าใจระหว่างศาสนา/เข็นโลกออกจากวัตถุนิยม) เพิ่มเข้ามาภายหลัง ต่อยอดเจตนารมณ์เดิม ๓ แขนง (หน้า 207)",
        "ปณิธาน ๓ ข้อ ประเมินเอง: 'ทำมาทั้ง ๓ ข้อ ได้ผลด้วยกันทั้ง ๓ ข้อ แต่ไม่มีข้อไหนถึงที่สุด — มันยากพอ ๆ กัน'; งานที่ได้ผลน้อยกว่าคาด = คำสอนสุญญตา/อนัตตา ('ประชาชนเข้าใจไม่ได้...คนที่รู้แล้วไม่ยอมรับ เอาไปล้อก็มีเยอะ แต่ถึงอย่างไรมันก็ก่อหวอดตั้งตัวติดแล้ว เรื่องความว่าง') ทั้งที่หนังสือแนวนี้กลับขายดีผิดคาด; ส่วนที่ได้ผลเกินคาด เช่นปาฐกถาที่กรุงเทพฯ 'ไม่เคยประเมินผล แต่รู้ว่ามันได้ผลมากเกินคาด' (QA หน้า 704-705)",
        "ประกาศไม่ยอมมีลูกศิษย์: 'ไม่เคยจะให้เป็นลูกศิษย์...แต่ทำอย่างเพื่อนมนุษย์'; ยอมรับว่าตนไม่เคยมีครูฝึกจริงจัง และ 'มุ่งความสำเร็จของงานมากกว่าให้ความสนใจตัวบุคคล' — คนใกล้ชิดจากไปก็ไม่อาลัย 'เหตุปัจจัยอย่างไรก็ไปอย่างนั้น' (หน้า 396-398)",
        "ปรัชญาต่อเสียงรบกวนเมื่อถนนใหญ่ตัดผ่าน: 'ต่างฝ่ายต่างต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนคนละครึ่ง...หลักของผมไม่ใช่ว่าให้เงียบกริบ...เรามีจิตใจที่ไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น มันก็คือสงัด' (หน้า 311)",
        "ป่วยหนักกลับจากโรงพยาบาล (๒๕๑๘) จึงย้ายมาพักห้องเล็กปัจจุบันที่มีห้องน้ำในตัว (หน้า 306)",
        "พรรษาแรกนั่งเขียนอ่านคัดลอกมากจนเป็นโรคกระษัย (โรคไต) แก้ด้วยการให้เด็กเหยียบหลังและยาแผนโบราณต้มกิน (หน้า 101)",
        "พัฒนาการสมาธิ (บทจิตสิกขา): เริ่มฝึกจริงจัง 'ช่วงแรก ๆ มีสวนโมกข์...ฝึกไปพลางค้นไปพลาง ค้นพระไตรปิฎก มันเลยทำสมาธิอยู่ในตัว ในการคิด ในการค้น เหมือนกับทำวิปัสสนาเลย'; ระยะหลังนั่งสมาธิเงียบ 'กลายเป็นทำเพื่อพักผ่อน' ส่วนวิปัสสนา 'ทำเมื่อจะหาเรื่องไปพูดให้เขาฟัง มีได้แม้ขณะนั่งคุยกับแขก — แต่พระอาจารย์ทั้งหลายตามแบบวิปัสสนาเขาคงไม่รับรอง'; อ้างว่ารู้จักสมาธิจากการสังเกตเอง 'ก่อนพบหลักในพระบาลีด้วยซ้ำ' (ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนีโย) และ 'ผมมีพรสวรรค์ในเรื่องสมาธิตามธรรมชาติ' (หน้า 672-676)",
        "พิธีของสวนโมกข์ (ปีใหม่/วิสาขะ): 'มันทำเพื่อชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีอะไรทำ...ถ้าว่ามันไม่ค่อยมีแรงมันก็เบื่อ ไม่ต้องทำก็ได้ ทำเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ — โพธิสัตว์มีหน้าที่ทำให้ผู้อื่นสบายใจ' (คำตอบสุดท้ายของบทสัมภาษณ์ทั้งเล่ม, หน้า 712)",
        "พื้นภูมิการอ่านยุคเรียนบาลี: ธรรมจักษุ (อ่านแต่แรกบวชจากตู้หนังสือวัดใหม่ ศึกษาพระสูตรแปลจากที่นี่) รวมเทศน์เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วิสุทธิมรรคแปลไทยชุด ๖ เล่ม กามนิตใน ไทยเขษม งานเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กาญจนาคพันธ์ ดวงประทีปของหลวงวิจิตรฯ; นักเขียนเด่น ๔ คนยุคนั้น (น.ม.ส. หลวงวิจิตรวาทการ พระองค์วรรณฯ ครูเทพ) — ท่านกับธรรมทาส 'ชอบสำนวนครูเทพมากที่สุด' (หน้า 140-143)",
        "พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์: นิยามส่วนตัวตั้งแต่ ~๒๔๗๕ 'ถ้าเป็นเรื่องพิสูจน์และทดลองก็เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องการคำนวณละก็เป็นเรื่องปรัชญา' (สอดคล้องกาลามสูตร — ห้ามตรรกเหตุ นยเหตุ); บริบทยุคนั้นคำว่าวิทยาศาสตร์ในไทยแปลว่า 'ของปลอม' ('ทองวิทยาศาสตร์'=ทองปลอม พระเถระผู้ใหญ่เกลียดคำนี้) — การเสนอ 'ธรรมะเป็นวิทยาศาสตร์' จึงทวนกระแส; หลักส่วนตัว: 'เรียนธรรมะออกไปหาวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรียนวิทยาศาสตร์เข้ามาหาธรรมะ'; อิทัปปัจจยตา 'เป็นกฎวิทยาศาสตร์...พระสงฆ์ควรจะรู้อย่างยิ่ง'; จุดอ่อนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน: 'ไม่มองในเรื่องดับทุกข์ในจิตใจของคนเสียเลย...เป็นอุปกรณ์ส่งเสริมกิเลส'; วิสัยทัศน์ล้ำยุค: เสนอว่าเคมี-ประสาทวิทยาอาจผลิต 'ยากินเพื่อบรรเทาโลภะ โทสะ โมหะ...ให้โกรธไม่ได้ ผมคิดว่าทำได้' แม้ชั่วคราวก็ยังดี ('แต่ถึงจะทำยาชนิดนี้ขึ้นมาไม่มีใครซื้อแน่ เพราะเขาต้องการสิ่งที่ส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น'); พุทธ=ศาสนาไม่มีพระเจ้าจึงเป็นวิทยาศาสตร์ได้ 'ศาสนาที่มีพระเจ้าไม่มีทางเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะอะไร ๆ ก็แล้วแต่พระเจ้า ซึ่งมีอารมณ์อย่างบุคคล' (หน้า 567-574)",
        "ภาพธิเบตในโรงหนัง ๒ ภาพ: ยักษ์ปฏิจจสมุปบาท (ระบิลก๊อปปี้จากผ้าแพรของจอห์น โบลเฟลด์) และภาพวิปัสสนาญาณที่ทะไลลามะให้ไว้เมื่อมาเยี่ยมสวนโมกข์ (หน้า 532)",
        "ภารตวิทยา-เวทานตะ: ศึกษาจริงจังยุคสวามีสัตยานันทบุรีเข้ามาสมัย ร.๗; วิเคราะห์จุดแยกพุทธ-ฮินดู: เวทานตะไม่ละอัตตวาทุปาทาน ('เขาต้องการให้อาตมันนั้นแหละเป็นผู้ได้') จึงจัดอริยบุคคลเทียบกันไม่ได้เลย — แม้สวามีเรียกเวทานตะว่า 'บ่อเกิดแห่งมติพุทธศาสนา'; อธิบายปมบาลีที่คนงง: คำอธิบายละสักกายทิฏฐิ (โสดาบัน) กับละอัตตวาทุปาทาน (อรหันต์) 'เหมือนกันทุกตัวอักษร' ต่างที่ระดับ (หน้า 532-537)",
        "มติเรื่องพระกับบุหรี่-ยาเสพติด (ยืนยันไม่เปลี่ยน): 'แม้แต่บุหรี่ยังเลิกไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไร กัมมัฏฐานภาวนาจะทำได้อย่างไร' และตอบตรงว่าพระอาจารย์ที่ทำกัมมัฏฐานแต่ยังสูบ 'นั่นแหละคือข้อที่ผมไม่นับถืออาจารย์บางรูป'; หลักเบื้องหลัง: 'ถ้าไม่มีประโยชน์แล้วต้องละ ทุกคนต้องละ ไม่ยกเว้นใคร — ในทางจิตใจไม่มีอะไรเล็กน้อย ของเล็ก ๆ เป็นเครื่องวัดว่าคนนี้ถือหลักหรือไม่'; ส่วนของเล่น-การพักผ่อน 'ต้องมี แต่ต้องพิสูจน์ว่าไม่มีโทษ ฤษีมุนีต้องเล่นฌาน บาลีเรียกฌานกีฬา เป็นพระอรหันต์ก็ยังเล่นฌาน' (หน้า 669-671)",
        "มองย้อน: 'ไปหาพระธรรมที่อินเดียเป็นเรื่องบ้า ต้องหาในตัวเรา' (หน้า 166)",
        "มิตรภาพ: ยอมรับว่าเพื่อนคุยความในใจ 'ไม่ค่อยจะมี เพราะเรามันทะนงตัวเกินไป' แต่เพื่อนตายแทนกันได้มี — ตัวอย่างคือพระครูสุธนฯ (หน้า 432)",
        "มีคนชื่อพ้องที่ถูกเข้าใจสับสนบ่อย: พุทธทาส หิริวิชัย ฆราวาสลังกาในอเมริกา และพุทธทัตตะ ชาวลังกาผู้มีชื่อใน Encyclopaedia Britannica (เคยพบกันฉันข้าวร่วมกันที่มัทราส อินเดีย) (หน้า 185-186)",
        "ยกให้อานาปานสติ ๑๖ ขั้น 'วิเศษที่สุด — ฝึกหมดจะมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสมบูรณ์ที่สุด'; และเสนอ **'วิปัสสนาระบบลัดสั้นแบบยุคปรมาณู'** ของตัวเอง (คลุกศีล-สมาธิ-ปัญญา-สติ-สัมปชัญญะรวมในอิริยาบถนั้น ๆ ไม่ต้องแยก ๑๖ ขั้น แล้วมันจะเป็น ๑๖ ขั้นเองโดยอัตโนมัติ) 'แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้'; แรงจูงใจเบื้องหลัง: 'ความคิดที่รุมอยู่ในจิตใจของผมอยู่เสมอ คือหาวิธีที่ง่ายสำหรับเพื่อนมนุษย์ในการปฏิบัติธรรม จึงอธิบายอะไรออกมาแปลก ๆ หลายคนเลยเห็นว่าผิด เห็นว่านอกศาสนาก็มี' (หน้า 684-686)",
        "ยอมรับข้อปฏิบัติเฉไฉของวงการสงฆ์ที่ตัวท่านก็อยู่ในนั้น: เรื่องเงินทอง และ 'แม้แต่เรื่องจีวรก็ผิดวินัยทั้งนั้น จีวรนี้มันใหญ่เท่าจีวรสุคตหรือใหญ่กว่าเสียแล้ว'; เกร็ดรองเท้า: เคยไม่สวมรองเท้าไปบ้านหมอตันม่อเซี้ยง 'คันเกือบตาย น้ำลายทั้งนั้นที่พื้น' จึงถือหลักสวมได้โดยจัดตัวเป็นผู้ป่วย; อทินนาทาน ๕ มาสก = ทองคำหนักเท่าข้าวเปลือก ๕ เม็ด การถือเท่าบาทไทย 'ยิ่งดีเสียอีก ถือให้มันเล็กเข้ามา'; คติ 'ปาปมุตตะ/พ้นจังไร' ของพระผู้เฒ่า (แบบตาหลวงมิน) = ปาปมุตตะโดยสมมติ ไม่ใช่ปาปมุตตะแท้ของพระอรหันต์; เดรัจฉานกถา: พูดเรื่องบ้านเมืองได้ถ้า 'สนทนาในฐานะบริวารเรื่องอริยสัจ...แต่บ้าการเมือง สนทนาแต่เรื่องการเมืองก็ใช้ไม่ได้' (หน้า 637-640)",
        "ยุคคลั่งงานหนังสือเคยทำวันละ ๑๘ ชั่วโมง สนุกกับการคิดคำใหม่ ('ตัวกูของกู', 'กิน กาม เกียรติ', 'สะอาด สว่าง สงบ') (หน้า 327)",
        "ยุคแรกเด็กพุมเรียงเรียก 'พระบ้ามา ๆ' แล้ววิ่งหนี เพราะเห็นแปลกที่อยู่-บิณฑบาตคนเดียว (หน้า 213)",
        "ร้านหนังสือประจำในกรุงเทพฯ: ร้านสี่กั๊กพระยาศรี (หน้าร้านเขียน 'มาดีไปดี') ชอบซื้อ National Geographic ไร้ปกราคาถูกไว้ดูรูป; ไม่เคยสั่งหนังสือจากต่างประเทศเอง — ธรรมทาสเป็นคนสั่ง (หน้า 600)",
        "วรรณกรรม: เช็คสเปียร์อ่าน ๓ เรื่องฉบับแปล ร.๖ (จำสุภาษิตเวนิสวาณิช 'เขาช่างสอนจริงหนอไอ้ขอทาน แล้วสอนให้คัดค้านคนช่างสอน'); นิยายไทยก่อนบวช 'อ่านเกือบทุกเรื่องเท่าที่ผ่านมา' (ดอกไม้สด สันต์ เทวรักษ์); กอร์กีเคยอ่านบ้าง ศรีบูรพาผ่าน ๆ (หน้า 582)",
        "วัยเด็ก: ค่อนข้างอ่อนแอ (บวชแล้วจึงแข็งแรงขึ้น); 'เป็นคนทะลึ่งไม่กลัวผี ไม่เชื่อผี ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น'; ได้ความรู้ยาแผนโบราณจากชีวิตเด็กวัด (ยากระทุ้ง/ยาเขียว); วัยหนุ่ม: ช่วยโยมค้าขายจนเป็น 'ผู้จัดการ' กิจการบ้านแทนมารดาจนอายุครบบวช เกเรสุดแค่ขโมยดอกกุหลาบข้างรั้ว; การอ่านก่อนบวช: บ้านเป็นร้านขายหนังสือ — จักรๆวงศ์ๆ, งานแปลฝรั่ง (โซไรดา, พันหนึ่งทิวา), งานเทียนวรรณ และ ก.ศ.ร.กุหลาบ (รับประจำปีละบาท) + อาส่งหนังสือแปลกใหม่จากกรุงเทพฯ; บวชตามประเพณีโดยญาติผู้ใหญ่ปรึกษากัน ไม่มีใครสั่งตรง (QA หน้า 48-80)",
        "วาทะวิจารณ์อภิธรรม (สรุปจาก 'อภิธรรมคืออะไร'): อภิธรรมปิฎกเพิ่มเข้ามาทีหลังหลายยุค 'ในเมืองไทยเรามีการโฆษณาให้คนหลงใหล...กลายเป็นเรื่องงมงาย'; 'อภิธรรมรังหนู' = เจ็ดคัมภีร์ผูกใบลานที่สร้างอุทิศคนตายจนล้นเพดานกุฏิให้หนูกิน; 'อภิธรรมเม็ดมะขาม' = การเรียนนับจิตกี่ดวงตามอภิธัมมัตถสังคหะแบบพม่า; 'ฝรั่งเขาเรียกอภิธรรมปิฎกว่าเมตาฟิสิกส์...ถ้าไปสนใจแบบนั้นก็ไม่สนใจสุตตันตะซึ่งจะดับทุกข์ได้ คล้าย ๆ กับเฮโรอีน'; สายยุบหนอพองหนอ 'ปฏิบัติตามหลักในสุตตันตะ แต่อ้างเอาอภิธรรมเป็นเครดิต จับแพะชนแกะ เพราะในอภิธรรมปิฎกไม่มีแนวในการปฏิบัติ'; ย้ำเจตนา 'ไม่ใช่จะล้มล้างกัน แต่เพื่อให้คนหันมาสนใจการปฏิบัติแบบสุตตันตะ' (หน้า 510-511)",
        "วิจารณ์คำแปลฝรั่ง: 'สุวโจ' ฝรั่งแปลว่าพูดดี ที่ถูกคือ 'ว่าง่ายสอนง่าย'; 'สพฺพกายปฏิสํเวที' ต้องแปล all (ทุกกาย — กายเนื้อ+กายลม) ไม่ใช่ whole body (หน้า 469-470)",
        "วิจารณ์ตะวันตก: ประเด็นหลักคือ 'ตามก้นฝรั่ง' — 'วัฒนธรรมฝรั่ง...ไม่สอนให้บังคับตัวเอง...เป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับพุทธศาสนา' แต่ 'ไม่มีแผนการต่อต้าน' พูดเฉพาะเมื่อขัดขวางการเผยแผ่ธรรม; เหมารวมเรื่องอัตตา: 'นอกจากพุทธแล้วมันก็เป็นเรื่องอัตตาในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ' (หน้า 563-565)",
        "วิธีติดตามสังคม: ฟังวิทยุข่าวเป็นรายการประจำ ('ข่าวโดยตรงของสถานีประเทศไทย ข่าวโดยอ้อมของสมหญิง') เคยฟังวิทยุปักกิ่ง-บีบีซี-ญี่ปุ่น 'ฟังสนุก ๆ'; ยุทธศาสตร์เดียวต่อสังคม: 'มองสังคมว่าขาดศีลธรรม จะให้ศีลธรรมกลับมา — ต้องใช้คำว่ากลับมา เพราะมันเคยมี แล้วมันหายไป'; สรุป ๕๐ ปี: 'ในทางศีลธรรมไม่เห็นดีขึ้น ในด้านความรู้ ด้านหลักวิชาดีขึ้นมาก ความเลวร้ายทางศีลธรรมมากขึ้น' (หน้า 584-585, 598)",
        "วิธีทำงานเขียน: พิมพ์ดีดเลยไม่ร่างด้วยปากกา วางพล็อตในใจ ทำกลางวัน (กลางคืนอ่านค้นคว้า) เรื่องยุ่งยากค้น Encyclopaedia Britannica; ไม่ตรวจปรู๊ฟเลยตลอดเวลา 'เพราะว่าไว้ใจบรรณาธิการ' (หน้า 245-247)",
        "วิธีรู้เท่าทันอารมณ์เมื่อผัสสะ: 'ไม่ใช่เวลาสำหรับคิด — มันเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ' ต้องเป็นความรู้อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตาที่ทำวิปัสสนาไว้ก่อนแล้ว 'สติระลึกถึงความรู้ที่เคยมีมา เอามายันเข้ากับอารมณ์' รับอารมณ์เป็นวิชชาสัมผัส สักว่าธาตุตามธรรมชาติ; สิ่งที่ระลึก 'เรียกว่าญาณ หรือปัญญา ไม่ใช่ความคิด — ถ้าความคิดมันทำอะไรไม่ได้' (หน้า 677-678)",
        "วิปัสสนูปกิเลส-ญาณ: ตัวท่าน 'ไม่เคยถูกหลอกจนถึงจะเรียกว่าอย่างนั้น' แต่ยอมรับแบบเบา ๆ (ทำสมาธิเป็นสุขจนไม่อยากทำวิปัสสนาต่อ 'มีสิทธิที่จะเป็นอย่างนั้น'); ชี้ว่าวิปัสสนูปกิเลส/วิปัสสนาญาณ ๙/ญาณ ๑๖ 'ไม่ใช่พุทธภาษิต เป็นคำอธิบายอรรถกถาชั้นหลัง' (ญาณ ๑๖ ที่ชอบอ้างกันนัก 'ไม่มีในพุทธภาษิต' สมบูรณ์ในวิสุทธิมรรค; พม่าประกวดกันแต่งหนังสือ องค์เด่นคือมหาสีสยาดอ) และของจริง 'มันแวบเดียวผ่านไปทั้ง ๙ อย่าง'; 'ความรู้ที่เรียนมาอาจจะนำจิตไปเสียตามที่เรียน เป็นญาณด้วยการเรียน มิใช่การปฏิบัติ' (หน้า 693-694)",
        "วิวัฒนาการเรื่องลำดับไตรสิกขา: ตามรอยพระอรหันต์ยังเรียงศีล-สมาธิ-ปัญญาตามธรรมเนียม (ธุดงค์แทรกระหว่างศีลกับสมาธิ) — ภายหลังเห็นว่า 'ในการปฏิบัติจริงต้องให้ปัญญานำหน้า ตามหลักอัฏฐังคิกมรรค'; ชี้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสย่อ ๒ คำ 'สมถะและวิปัสสนา' บ่อยมาก (ศีล-ธุดงค์รวมในสมถะ) (หน้า 516-517)",
        "วิวาทะ 'สงฆ์เผด็จการ' (คำที่เคยถูกตีความผิด): ท่านหมายถึง 'การกระทำชนิดที่เฉียบขาดหลังจากสงฆ์ตัดสิน...เป็นอำนาจอันชอบธรรมเพราะมาจากการตัดสินใจของหมู่คณะ เฉียบขาดโดยธรรมวินัย' ไม่ใช่เผด็จการบุคคล (หน้า 595)",
        "วิเคราะห์ตนเอง: อุดมคติมาจาก 'ความบังเอิญหลาย ๆ อย่าง...มันถูกบีบบังคับให้อยู่ไม่ได้ที่กรุงเทพฯ' + นิสัย 'อยากทำอะไรให้ดีกว่าที่เขาทำ ๆ กัน เรียกว่าอวดดีโดยไม่เจตนา' ไม่ใช่การสืบสายจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ หรือเทียนวรรณ (หน้า 166-168)",
        "ศิลปะการคุยของคนแก่ที่ท่านรับช่วง: ชอบฟังคนแก่คุยจนตัวเองแก่กว่า 'เลยกลายเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดให้เขาฟัง'; สำนวนที่รับมาใช้ต่อ: 'นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ'",
        "ศีลในทัศนะท่าน: ยังถือคติใน ตามรอยพระอรหันต์ ว่า 'ความทุศีลภายในใจ แม้รู้แต่คนเดียว เป็นข้าศึกอย่างแรงต่อสมาธิ'; ศีลชั้นปฏิบัติจริง = 'เจตนาที่จะทำสมาธิก็คือศีล...ศีลคือการเพ่ง ควบคุมให้มีการเพ่งจิตอยู่ในความถูกต้องเสมอ' ไม่ใช่ตัวสิกขาบท; เคยเขียนความคิดชั่วขณะเรื่องแก้ไขจำนวนสิกขาบทในปาฏิโมกข์ ('บัดนี้เราควรแก้ไขตัดทอนเพิ่มเติมจำนวนสิกขาบทที่สวดกันหรือไม่') อธิบายภายหลัง 'ผมมันมีความคิดอิสระหน่อย...แต่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเพื่อนไม่ยอม' ไม่ได้คิดเปลี่ยนกฎเถรวาท/มติสังคายนาครั้งแรก (หน้า 633-634)",
        "สันนิษฐานประวัติพระไตรปิฎก: จำมุขปาฐะถึงสังคายนาลังกาครั้งที่ ๕ จึงจารึกทั้งหมด (แต่ท่านเชื่อว่าคงเขียนบ้างแล้วตั้งแต่ครั้งที่ ๓); เคยพบพระพม่าผู้ทรงจำพระไตรปิฎกทั้งหมดที่ฉัฏฐสังคายนา ('บอกให้กล่าวสูตรไหนก็ว่าได้หมด...ยังมาหาผมที่ที่พัก ถวายรองเท้ามาคู่หนึ่ง'); พระพุทธโฆษาจารย์เผาเฉพาะอรรถกถาเดิม ไม่เคยเผาพระไตรปิฎก; พม่าสลักหินอ่อน ~๘๐๐ แท่งที่มัณฑะเลย์ 'เพื่อว่าไฟจะไม่ไหม้'; เทียบมหายาน: 'สูตรที่แต่งใหม่ทั้งนั้น' เว้นชั้นขุททกนิกายที่มีร่วมกัน (คุณเลียง เสถียรสุต สอบดู); การนับครั้งสังคายนาแต่ละประเทศไม่ตรงกัน 'ต่างคนต่างก็มีเครดิตของตัวที่จะนับ' (หน้า 498-503)",
        "สัมมาสังกัปปะในทัศนะท่าน: อย่าตั้งเจตนาเอาเอง 'ขอให้มันเป็นไปตามอำนาจของสัมมาทิฏฐิ'; ความถูกต้องมี ๑๐ องค์ (มรรค ๘ + สัมมาญาณ + สัมมาวิมุติ ๒ อย่างหลังเป็นผล); ฆราวาส/พระโสดาบันครองเรือน: 'ไม่ครองเรือนเพื่อกามตัณหา แต่ครองเรือนเพื่อสืบพันธุ์บริสุทธิ์' ต้องแยกกามคุณกับการสืบพันธุ์ ยกปฐมบัญญัติพระสุทินเป็นตัวอย่าง 'เจตนาไม่ใช่เพื่อกามคุณ เจตนาเพื่อให้แม่ได้มีพันธุ์ — เรื่องของจิตมันลึกซึ้ง พูดอะไรง่ายโดยส่วนเดียวไม่ได้' (QA หน้า 630-632)",
        "หนังสือที่พอใจที่สุด = 'อริยสัจจากพระโอษฐ์' ('ฝากไว้เป็นอนุสาวรีย์ในโลกได้') รองมาชุดปรมัตถธรรม; แนะผู้เริ่มต้นให้อ่าน 'บรมธรรม' กับ 'ฆราวาสธรรม' (หน้า 345-346)",
        "หลักการศึกษา: ถือคัมภีร์ชั้นพระบาลีเหนืออรรถกถา ('เรื่องที่แน่นอนเด็ดขาดชัดแจ้งมันมีอยู่ในชั้นบาลี') — วิเคราะห์ว่าระบบเรียนไทยให้เรียนอรรถกถาเพื่อไปอ่านบาลีเอง 'แต่แล้วมันก็ตายด้าน หยุดอยู่เพียงแค่นั้น'; วิธีค้น: 'ไม่ได้อ่านทุกตัว แต่ว่าเปิดทุกใบ' — ตลอด ๕๐ ปีเปิดหลายรอบ ทุกครั้งที่ทำชุดจากพระโอษฐ์เล่มใหม่ต้องเปิดใหม่หมด; นิกายที่ใช้มากสุด: มัชฌิม+สังยุตต ('เรื่องพอดี ๆ กับประชาชน') อังคุตตรรอง ทีฆน้อย; อภิธรรมเปิดหยาบ ๆ ใช้ทำเชิงอรรถ; ติดขัดไม่มีใครปรึกษา 'อยู่ที่สวนโมกข์หาคนปรึกษายาก พยายามดิ้นรน...ตีความไม่แตกก็เก็บไว้ก่อน บันทึกไว้ก่อน ต่อมาก็ค่อย ๆ รู้' (หน้า 480-488)",
        "หลักคบมิตร: 'ไม่เคยขอร้องใครเพื่อความเป็นมิตร พยายามแต่ทำตัวให้ดี ให้น่าไว้ใจ ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น...เราก็ไม่เคยผิดหวังเรื่องมิตร เพราะเราไม่ได้หวังอะไร' ถึงกับ 'ต้องควบคุมไม่ให้เกิดมิตรจนเหลือกำลังที่จะทำหน้าที่รักษาความเป็นมิตร' (หน้า 430-431)",
        "หลักตอบจดหมาย: ยุคแรก 'เลือกตอบเฉพาะคนที่ผูกพันกันอยู่' ประเมินว่างานจดหมายกับงานเขียนลง พุทธสาสนา ๒๐ ปี 'คงพอ ๆ กัน สาระก็ไม่แพ้กัน'; บั้นปลายไม่ตอบเกือบทั้งหมด แม้ครู/นักโทษเขียนมาขอหนังสือ 'ทำไม่ไหว อย่างอื่นสำคัญกว่า หมดแรงแล้ว' และไม่ตั้งใครทำแทน 'ทำไม่ตรงกับเรา' (หน้า 706-707)",
        "หลักปกครองวัด: 'เกือบจะไม่มีหลักอะไร...อยากจะให้เป็นแบบครั้งพระพุทธเจ้า ไม่ต้องมีคำว่าปกครอง ให้ทุกคนรู้สำนึกในหน้าที่' ไม่มีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์ (หน้า 383)",
        "หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสตรี: ถือตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ — ขั้นต้นไม่ติดต่อ ไม่ดูไม่แล ถ้าจำเป็นต้องติดต่อต้องมีสติสัมปชัญญะเต็มที่ ขั้นมีหน้าที่สอนสตรี 'ถ้าเชื่อตัวเองว่าทำได้โดยไม่เสียหายก็เอา ไม่แน่ใจก็อย่าเกี่ยวข้อง'; ตัวท่าน 'มากเท่าที่จะทำได้ ผมไม่ชะล่าใจ กลัว — เผลอนิดเดียวเสียหาย' (หน้า 646-650)",
        "หลักวินิจฉัยธรรมวินัยที่ใช้: มหาปเทส ๔ (ทั้งของสุตตันตะและวินัย) + หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ ในโคตมีสูตร + กาลามสูตร — สรุปกาลามสูตรของท่าน: 'ให้ปัญญามาก่อนศรัทธา...ต้องย้ำลงไปด้วยคำว่ามันทำลายโลภะ โทสะ โมหะ' และแก้ความเข้าใจผิดว่ากาลามสูตรห้ามฟัง-ห้ามอ่าน ('ทำได้ทั้งนั้นแหละแต่อย่าเพิ่งเชื่อ'); ยถาภูตสัมมัปปัญญา = 'ปัญญารู้ชอบตามที่เป็นจริง' คือเกณฑ์เดียวกัน (หน้า 491-495)",
        "หลักวิปัสสนา: หลักสำคัญที่สุดในการอบรมปัญญา = เพ่งอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตาซ้ำ ๆ ทุกขั้น 'เป็นโสดาบันแล้วก็เพ่งอนิจจังทุกขังอนัตตา จนเป็นสกทาคามี'; เห็นจริงต้องพ้นการคำนวณเหตุผล 'เพราะถ้าคำนวณด้วยเหตุผล เดี๋ยวมันก็กลับไปตามเดิมอีก'; ฝรั่งศึกษาได้มากสุดแค่ logic 'โดยวิปัสสนาแท้ ๆ ยังไกลอยู่ เพราะมันทำไม่ถึง' (intuitive wisdom/insight พอเทียบวิปัสสนา); ปัญญา ๓ ขั้น สุตมย-จินตามย-ภาวนามย; เรื่องนิวรณ์: 'ถ้านิวรณ์ไม่เกิดขึ้น ควรถือว่ายิ่งกว่าได้ฌานเสียอีก'; เวลาที่นิวรณ์ไม่เกิดให้ใช้เป็นประโยชน์ 'ถ้านิวรณ์ไม่ว่างเว้นเสียเลยมันก็เป็นโรคประสาท เป็นบ้า แล้วก็ตาย' (หน้า 622-623)",
        "หลักวิมุตตายตนสูตร ๕ วิธีบรรลุธรรม: เพิ่งรู้จักสูตรทีหลังจากที่ทำเองมาแล้ว; ธรรมชาติร่วมของทั้ง ๕ = 'ปลุกให้เกิดความพอใจ เป็นสุข จิตชนิดนั้นก็เป็นสมาธิ ในความเป็นสมาธิจะเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง' (พอใจ→ปีติ→สุข→ปัสสัทธิ→สมาธิ→เห็นแจ้ง); ปริยัติ-ปฏิบัติ-เผยแผ่ทำพร้อมกันไป 'บางเวลาก็เป็นกรรมกรก่อสร้าง ลงคลอง ทำถนน ลากไม้กับช้าง' เคยเป็นสมุหบัญชี ศิลปิน นักโบราณคดี 'มันไม่เคยขัดขวางกับธรรมะเลย' (หน้า 608-611)",
        "หลักเรื่องเงินทอง: 'ไม่มีเป็นของตัว ไม่รับเป็นของตัว...เขาให้เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นของผู้นั้น เราเป็นเพียงผู้จัดการ'; สวนโมกข์ยุคแรกถือไม่จับเงินทองได้เพราะพระน้อย 'พอมันมากเข้าก็เหลือที่จะควบคุม'; ความเห็นส่วนตัวที่ 'ไม่อยากพูด มันจะเกิดเรื่องร้าย': วัตถุอนามาสคือโลหะเงิน-ทอง ส่วนธนบัตร/เช็ค = ใบสั่งจ่าย ไม่ใช่วัตถุอนามาส สาระอยู่ที่ 'จะรับเป็นของตัวหรือไม่' (หน้า 636-637)",
        "อธิบาย 'อาศัยตัณหาละตัณหา' ของพระอานนท์: เป็นสำนวนพิเศษมีแห่งเดียว — ตัณหา/มานะที่มาจากสติปัญญา (ไม่ควรเรียกตัณหา) เอามาละตัณหา/มานะที่มาจากอวิชชา ส่วนกามารมณ์ให้ 'ชักสะพาน' (เสตุฆาต) ตัดขาด; เตือนว่าถ้าแปลผิด 'เพิ่มกามารมณ์ใหญ่เลย จนเกิดลัทธิที่เอากามารมณ์มาแก้ปัญหา เช่นลัทธิตันตริกบางนิกาย'; ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ = 'ของหนัก ทรมานจิตใจ — ชีวิตที่ไม่มีภาระคือชีวิตที่ไม่ได้เป็นอะไร' (หน้า 620)",
        "อธิบายกลอน 'พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย': หมายถึงผลงาน ไม่ใช่ตัวตน — 'อยากให้ผลงานอยู่อย่างไม่มีตาย เป็นปณิธานอยู่รับใช้พระพุทธศาสนาตลอดนิรันดร ขอฝากฝังเพื่อนฝูงที่อยู่ข้างหลังช่วยทำให้สำเร็จ'; เผยว่า 'กลอนข้อนี้ตั้งใจจะเขียนไว้ติดที่หลุมฝังศพ ยังไม่ได้ติด'; เทียบเช็คสเปียร์ 'ไม่ตายเพราะมีคนออกชื่ออยู่เรื่อย' (หน้า 695-696)",
        "อริยสัจ ๔ กับไตรลักษณ์: สัมมาทิฏฐิคือเห็นความจริง 'หลาย ๆ แบบ' — รูปแบบอริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ตถาตา จนถึงความว่าง 'เห็นไม่เป็นบวกไม่เป็นลบ'; ปฏิบัติจริงเริ่มจากมรรค 'สัมมาวิหาโร เป็นอยู่โดยชอบ...จึงตรัสว่าถ้าเป็นอยู่โดยชอบแล้ว โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์'; วาทะ 'อภิธรรมยิ่ง-อภิธรรมเกิน': การแจกจิตเจตสิกนับเม็ดมะขามตามศาลาวัด = 'อภิธรรมเกิน เฟ้อ' อภิธรรมแท้คือศึกษาทุกข์-เหตุ-ดับ-ทาง 'เราว่าอย่างนี้ พวกนั้นเขาโกรธ' (หน้า 626-628)",
        "อานาปานสติยุคแรก: ตอนแรกในสวนโมกข์ 'ยังไม่พบสูตรอานาปาฯ ที่มาใช้เดี๋ยวนี้ รู้จักท่อนเดียวคือหมวดแรก ๔ ขั้นในมหาสติปัฏฐานสูตร' ภายหลังจึงเลยไปหมวด ๒ ของอานาปานสติสูตร; ฝึกอาโลกสัญญาจนหลับตาเห็นเหมือนลืมตา ('ของเล่น สมัครเล่น...ถ้าจัดเข้าหมู่นิมิตก็เป็นอุคหนิมิต แก้ง่วงนอนได้ดี') รวมถึงทิวาสัญญา (ทำกลางคืนเห็นเป็นกลางวัน) (หน้า 675-676)",
        "อารมณ์การค้น: 'เหมือนการเสพคบกับนางฟ้า...เป็นลักษณะมัวเมาในแง่ของปริยัติ' และยอมรับกิเลสผู้เปิดเผย — 'ก่อนนี้คำว่าปฏิจจสมุปบาท สุญญตา ตถตา ชาวบ้านพูดไม่เป็นหรอก เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็พูดเป็นกันบ้างแล้ว' (หน้า 481-482)",
        "อินทรียสังวร: ชี้ว่าวิสุทธิมรรคจัดอินทรียสังวรเป็นศีล (ศีล ๔) 'ที่ถูก สังวรอยู่ในพวกสมาธิ'; ความหมายชั้นสูงสุด = 'ไม่ให้เกิดกิเลสขึ้นมาเพราะการสัมผัสนั้น ๆ — ผู้ที่มีจิตใจสูงก็สัมผัสได้โดยไม่มีอันตราย ดูก็ได้ ฟังก็ได้' (ห้ามดูห้ามฟังเป็นชั้นต้น); หลักเสวยสุข: 'ที่อร่อยก็กินได้ ระวังอย่าให้จิตไปบูชาเข้า ไปอุปาทานเข้า — สักว่าเวทนาเท่านั้น'; ยินดีก็โง่ ยินร้ายก็โง่ 'ไม่ยินดีไม่ยินร้ายก็สงบสุข เป็นสุขอย่างชนิดนิพพาน'; เกร็ดรำวง: เคยถามผู้หญิงชาวบ้านยุคนิยมรำวง เอาสวรรค์หรือนิพพาน ชูมือเอานิพพานทั้งนั้น พอบอกว่าในนิพพานไม่มีรำวง 'ถ้าอย่างนั้นไม่เอา ขอถอน เอาสวรรค์' — คนตีความความสุขตามความรู้สึกที่ตัวรู้จัก (หน้า 643-645)",
        "เกณฑ์บวช: ไม่รับบวชนอกจากคนที่จะมาอยู่วัดนี้ (เจ้านาคบางคนหนีไปวัดอื่นเพราะที่นี่ 'เคร่งครัด...ไม่ให้สูบบุหรี่') (หน้า 403-404)",
        "เกร็ดเด็กวัดพุมเรียง: อาจารย์ที่วัดผูกบทล้อเด็กวัดทุกคน 'ขี้กินไอ้ชิด ขี้ชิดไอ้เงื่อม เทื้อม ๆ เณรนาค ปากมากไอ้หลุน...สุดสวยหิรัญ' (ขี้ชิด=ขี้เหนียว ภาษาถิ่น; หิรัญลูกผู้พิพากษาต่อมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากร) รุ่นนั้นเหลือแต่ท่านกับตาหลุน (QA หน้า 599)",
        "เกือบเสียชีวิตครั้งที่ ๓: ไฟรั่วรถรางช็อตทะลุหนังมือวันฝนตก 'ดีที่ไม่ถึงกับตาย' (หน้า 130)",
        "เคยเขียนบันทึกประจำวันก่อนนอน แต่เลิกมา ~๒๐ ปี (หน้า 327)",
        "เคยเขียนแผนผังวัดในอุดมคติ: เจ้าอาวาส ๑ + อธิการ ๑๒ ด้าน (ปริยัติ เจ็บไข้ การเงิน ก่อสร้าง รับแขก ฯลฯ) แต่ 'หาผู้ร่วมมือยาก...วัดมันไม่มีเงินจ้าง' (หน้า 133)",
        "เบ็ดเตล็ด: ยกมารดาของพระยาอรรถกรมมนุตตี (บ้านตรงข้ามที่พุมเรียง) เป็น 'เอตทัคคะ' คนไม่มีทุกข์ — ฝนตกก็ลงสวนพลูไปคุ้ยขุด พลูงามแล้วไม่รู้ไม่ชี้ให้ลูกหลานเก็บขาย; เด็ก ๆ ตัวท่านพอฝนตก 'ออกมาปั้นแผนที่ประเทศไทยกลางถนน ลงแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลออกทะเล เล่นเวลาฝนตกไม่เหนื่อย'; ก่อนเข้าสวนโมกข์เคยฟังพระเทศน์ว่า 'นิพพานหมดไปนานแล้ว' = ตัวอย่างพูดตาม ๆ กันมาผิดหลักกาลามสูตร; ยืนยัน 'การพูดว่าวิญญาณนี้ไปเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิในพุทธศาสนา' (อ้างสาติภิกขุใน มหาตัณหาสังขยสูตร) 'ที่นี่และเดี๋ยวนี้ยังไม่มีคน มีแต่กระแสอิทัปปัจจยตา' แต่ยอมรับภาษาสมมติได้; 'เราให้ถือสวรรค์ในอก นรกในใจ นรกที่นี่มันน่ากลัวกว่านรกที่ตายแล้ว'; ปรัชญาความผิด: 'ความผิดสอนดี สอนแรง สอนเจ็บปวด ความทุกข์สอนดีกว่าความสุข ความสุขมีแต่ทำให้เหลิง'; สัพพัญญูความหมายแท้ 'ทรงทราบทุกอย่างเกี่ยวกับความดับทุกข์' (เคยถูกสมเด็จวัดเบญจฯ ดุที่เขียนว่าพระพุทธเจ้าพูดภาษาจีนไม่ได้); เคยคิดทำเปียโนใช้เองแบบของเรา 'ไม่ทันสำเร็จ รู้สึกป่วยการ จึงเลิก'; ทัศนะโบราณคดีบั้นปลาย (เปลี่ยนจากที่เคยชอบ): 'เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าจะไม่คุ้มค่ากับเวลา คือไม่ดับทุกข์ เหมือนอภิธรรมเพ้อเจ้อ ก็เลยรามือ' — หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มายุให้เขียนต่อทุกปี 'ไม่กล้าบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ชอบเสียแล้ว เกลียดเสียแล้ว แต่ก็ยังเสียดายวิชาความรู้' (หน้า 698-703)",
        "เป็น 'นักเก็บจดหมาย' — ตอบจดหมายดีดพิมพ์ ๒ ฉบับ เก็บสำเนาคู่ฉบับเสมอ (หน้า 334)",
        "เพื่อนบ้านผู้ช่วยประจำ: คุณปิ๋ว (กฎหมาย) คุณละออง แสงเดช (ต้อนรับแขก) หมอจำเนียร รัตนมีศรี (เจ็บไข้) — 'คบกันอย่างเพื่อนผู้หวังดี' (หน้า 430)",
        "เรียนภาษาอังกฤษเองที่วัดด้วยลิงกัวโฟน+เทียบอ่านหนังสือพิมพ์ไทย-ฝรั่ง 'ไม่เคยแอบไปเรียนอย่างที่เขาเอาไปเล่ากัน' (หน้า 146)",
        "เรื่องเคยคิดสึก (ตอบเปิดเผย): '(หัวเราะ) มันเคยคิด หรือเคยเอียงไปหาบ่อย ๆ เหมือนกัน บางยุคบางสมัย...ชนิดหวุดหวิด ๆ จวนจะออกไปเหมือนจะมีบ้างกระมัง แต่ไม่ถึงกับออกไป ต้องเรียกว่าโชคดี มันเลี้ยวของมันเอง'; เหตุผลที่อยู่: 'จะช่วยเพื่อนมนุษย์ ไม่มีทางช่วยได้เหมือนอยู่ในเพศบรรพชิต' + 'การสืบสกุลที่ชอบอ้างกันนัก สู้สืบสกุลด้วยธรรมะไม่ได้ — ใครรู้จักลูกหลานของเช็คสเปียร์บ้าง สกุลทางธรรมะของพระพุทธเจ้ายังอยู่'; ความรู้สึกทางเพศ: 'มันก็ต้องเกิด แต่เหมือนคลื่นกับฝั่ง คลื่นมันแรง แต่ฝั่งมันแข็งแรงพอจะรับ' ความขัดแย้งในใจลึก ๆ (กามฉันทนิวรณ์) 'มีอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเรามาสนุกในงานเสีย ความรู้สึกนั้นก็หมดฤทธิ์ไปเอง' (หน้า 650-653)",
        "เรื่องเทวดา: ชอบยกพุทธดำรัสที่ไม่ตอบว่ามี/ไม่มี ('จะถามอะไรอีกล่ะ เพราะว่ามันเชื่อกันอย่างอุโฆษไปแล้ว') และ 'ถ้าจะดูเทวดา ให้ดูพวกกษัตริย์ลิจฉวี' — เอาลง พุทธสาสนา เล่มแรก ๆ (หน้า 485-486)",
        "เลิกงานเขียนหลังมาอยู่สวนโมกข์ใหม่ ~๑๕ ปี (~๒๕๐๒) เปลี่ยนเป็น 'หลับตาพูด' ใส่เทป เพราะ 'มือดีดพิมพ์ไม่ทันความคิด' (หน้า 334)",
        "เล่าว่าเกือบเสียชีวิต ๒ ครั้ง: ก่อนบวชแบกจักรยานข้ามน้ำเชี่ยวระหว่างพุมเรียง-ไชยา และครั้งบวชแล้วเดินข้ามปากคลองที่บ้านกิ่วตอนเที่ยงคืนซึ่งมีจระเข้ 'มันหวุดหวิดเกือบจะไม่มีสวนโมกข์ในโลก' (หน้า 113-114)",
        "เส้นทางโบราณคดีศรีวิชัย: เริ่มปี ๒๔๗๓ ที่วัดพระธาตุ (ฟังหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์กับพระครูเอี่ยมคุยกัน) 'เป็นบ้าไปพักหนึ่ง' จนพิมพ์ 'แนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน'; เล่มจุดประกาย = Towards Angkor ของ ดร.ควอริทช์ เวลส์; รู้ ๒ ค่ายศรีวิชัย (แหลมมลายู ตามมะชุมทาร์-เวลส์ vs สุมาตรา ตามเซเดส์) — ทัศนะท่าน: 'เกือบทุกแห่งบนแหลมมลายูนี้เคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของศรีวิชัย'; เลิกเพราะ 'การติดตามเสียเวลามาก ต้องใช้เวลาพอ ๆ กับศึกษาพระไตรปิฎกทั้งหมด' (หน้า 552-555)",
        "เหตุที่ประจำวัดใหม่ (พุมเรียง): ปู่ซึ่งเป็นน้องของย่าเคยเป็นสมภารวัดนั้นจนมรณภาพ (หน้า 86; หน้าช่วงต้นเล่มว่า 'พี่ชายของย่า' — ต้นฉบับสองแห่งไม่ตรงกัน)",
        "เหตุที่ไม่เคยไปเผยแผ่ต่างประเทศ: กลุ่มนักศึกษาเยอรมัน (ผ่านพระรุ่นปาสาทิโก-วิมโล) เคยเขียนถึงพุทธสมาคมขอให้จัดท่านไปเยอรมนีโดยออกค่าใช้จ่ายให้ — ปฏิเสธเพราะ 'ได้ปฏิญญาไว้แล้วว่าจะเฝ้ารัง รับหน้าศัตรูที่จู่เข้ามาถึงบ้านเรา (หัวเราะ)' + 'ภาษาก็ไม่ค่อยถนัด มีแต่ภาษาคุย ไม่มีภาษาสำหรับแสดงปาฐกถา' + ไม่ชอบอากาศร้อนจัดหนาวจัด แม้กลิ่นเนยก็ไม่ชอบ 'เต็มไปด้วย formality จุกจิกหยุมหยิม'; พระโลกนาถก็เคยชวน (หน้า 705)",
        "เหตุผลการศึกษาแต่ละศาสตร์: ปริยัติ='เก็บเอาหลักธรรมมาสำหรับใช้ปฏิบัติ...ไม่ใช่เพื่อเป็นนักปริยัติ'; เซน='เทคนิคของการรวบรัดที่สุด ทำพร้อมกันทั้งสมถะ-วิปัสสนา...ผมไม่จัดเซนเป็นมหายาน ที่จริงเซนเป็นผู้คัดค้าน ล้อเลียนมหายาน'; มหายานสูตรใหญ่ 'มันไปจบลงที่ละอุปาทานในขันธ์ ๕ ทั้งนั้น' (ซูซูกิว่าลังกาวตารสูตรเป็นเงื่อนต้นของเซน); วิทยาศาสตร์=เครื่องมือเผยแผ่แก่นักวิทยาศาสตร์; ปรัชญาตะวันตกสนใจน้อย 'ไม่มีเรื่องลึกซึ้งไปในทางดับทุกข์' (อ่านเฉพาะที่พาดพิงพุทธ เช่นโชเปนเฮาเออร์); วัชรยาน 'ไม่ชอบ' (รูปเคารพยับ-ยุมซื้อจากอินเดียมา 'ไม่กล้าให้ใครดู'); โบราณคดี 'ไม่ดับทุกข์' — เขียน 'แนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน' เพราะไชยาเต็มไปด้วยหลักฐาน (หน้า 459-467)",
        "แปลยากที่สุด = ฮวงโป ('ต้องใช้ความรู้ธรรมะที่เรามีอยู่เป็นเครื่องตัดสิน...ปริญญาทางภาษายาวเป็นหางก็แปลไม่ได้') (หน้า 336)",
        "โหราศาสตร์: 'ดาราศาสตร์น่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ไม่ใช่...แรงของดวงดาวจะสู้แรงกรรมคือการกระทำได้หรือ'; ประเมินไสยศาสตร์เชิงสังคม: '๙๙ เปอร์เซ็นต์ของโลกมนุษย์คงต้องอยู่กับพวกนี้' (หน้า 577)",
        "โอมาร์คัยยาม — การตีความสวนกระแสโลก: 'เขาเป็นคนแรกที่ล้อพวกที่ถือพระเจ้า...ความจริงเป็นคำล้อ เขาล้อพวกบูชากาม แล้วก็พวกที่บูชาพระเจ้า...ฝรั่งไม่กี่คนหรอกที่จะรู้ถูกต้องอย่างนี้ เขาใช้โอมาร์คัยยัมเป็นตัวอย่างบุคคลบ้ากามทั้งนั้น'; เริ่มอ่านฉบับกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (ผู้ซึ่งท่านเห็นว่าเข้าใจถูกและไม่เชื่อพระเจ้าเช่นกัน — 'พระเจ้าสร้างเรา ใครเล่าสร้างพระ'); เล่มแรกได้จากคุณนายสุด นครศรีฯ 'แกอ่านไม่รู้เรื่อง แกให้ผม' ธรรมทาสชอบมาก (หน้า 579-581)",
        "ไม่เคยคิดเข้าบริหารคณะสงฆ์ 'เราเข้าไปคนเดียวเหมือนกับนกเค้าตัวหนึ่งในฝูงกา' (หน้า 206)" ;
    rico:name "พุทธทาสภิกขุ (เงื่อม อินทปัญโญ)" .

bia:aname-buddhadasa-01 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: ปฏิทินชีวิต/อัตชีวประวัติ · อยู่ในวงเล็บของ rico:name หลักอยู่แล้ว แยกออกมาให้ค้นเจอ" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=32&previewPage=1> ;
    rico:textualValue "เงื่อม พานิช" ;
    rico:type "ชื่อเดิม (ฆราวาส)" .

bia:aname-buddhadasa-02 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: ฉายาเมื่ออุปสมบท ๒๙ ก.ค. ๒๔๖๙ (evt-2469-ordination)" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=731&previewPage=1>,
        bia:evt-2469-ordination ;
    rico:textualValue "อินทปัญโญ" ;
    rico:type "ฉายา" .

bia:aname-buddhadasa-03 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: รูปเขียนบาลีที่ปรากฏในเอกสารต้นฉบับ/ธรรมโฆษณ์" ;
    rico:textualValue "อินฺทปญฺโญ" ;
    rico:type "ฉายา (อักขรวิธีบาลี)" .

bia:aname-buddhadasa-04 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: สัญญาบัตร ร.๘ ปีที่ ๑๓ ลง ๑ มี.ค. ๒๔๘๙ (BIA01000001-0040 รายการที่ ๒ — docs/appointment-certs.md)" ;
    rdfs:seeAlso bia:evt-2489-phrakru ;
    rico:textualValue "พระครูอินทปัญญาจารย์" ;
    rico:type "สมณศักดิ์" ;
    rico:usedFromDate "1946-03-01" .

bia:aname-buddhadasa-05 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: สัญญาบัตร ร.๙ ปีที่ ๕ ลง ๔ ธ.ค. ๒๔๙๓ (รายการที่ ๖) — พระราชาคณะ" ;
    rdfs:seeAlso bia:evt-2493-ariyananthamuni ;
    rico:textualValue "พระอริยนันทมุนี" ;
    rico:type "สมณศักดิ์" ;
    rico:usedFromDate "1950-12-04" .

bia:aname-buddhadasa-06 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: สัญญาบัตร ร.๙ ปีที่ ๑๒ ลง ๕ ธ.ค. ๒๕๐๐ (รายการที่ ๘) — เลื่อนจากพระอริยนันทมุนี" ;
    rdfs:seeAlso bia:evt-2500-ratchachaikawi ;
    rico:textualValue "พระราชชัยกวี" ;
    rico:type "สมณศักดิ์" ;
    rico:usedFromDate "1957-12-05" .

bia:aname-buddhadasa-07 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: สัญญาบัตร ร.๙ ปีที่ ๒๖ ลง ๕ ธ.ค. ๒๕๑๔ (รายการที่ ๑๐) — เลื่อนจากพระราชชัยกวี" ;
    rdfs:seeAlso bia:evt-2514-title ;
    rico:textualValue "พระเทพวิสุทธิเมธี" ;
    rico:type "สมณศักดิ์" ;
    rico:usedFromDate "1971-12-05" .

bia:aname-buddhadasa-08 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: สมณศักดิ์สุดท้าย (evt-2530-thammakosajarn ในกราฟ)" ;
    rdfs:seeAlso bia:evt-2530-thammakosajarn ;
    rico:textualValue "พระธรรมโกศาจารย์" ;
    rico:type "สมณศักดิ์" ;
    rico:usedFromDate "1987-12-05" .

bia:aname-buddhadasa-09 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: OCR ธรรมโฆษณ์ + คำท่านเองในบทสัมภาษณ์ (เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา) · ใช้กับงานร้อยกรอง" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=243&previewPage=1> ;
    rico:textualValue "สิริวยาส" ;
    rico:type "นามปากกา" .

bia:aname-buddhadasa-10 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: บทความวิพากษ์สภาพพระศาสนา ๒๔๗๖ (สรุปเหตุการณ์ในกราฟ อ้างอัตชีวประวัติ)" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=243&previewPage=1> ;
    rico:textualValue "ธรรมโยธ" ;
    rico:type "นามปากกา" .

bia:aname-buddhadasa-11 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: บทความวิพากษ์สภาพพระศาสนา ๒๔๗๖ (แหล่งเดียวกับ 'ธรรมโยธ')" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=718&previewPage=1> ;
    rico:textualValue "ชินวาทก์" ;
    rico:type "นามปากกา" .

bia:aname-buddhadasa-12 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: นสพ.พุทธสาสนายุคแรก — แกล้งเขียนค้านพุทธศาสนาให้ผู้อ่านคิดทุกแง่ (อัตชีวประวัติ หน้า 244)" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=244&previewPage=1> ;
    rico:textualValue "นายเหตุผล" ;
    rico:type "นามปากกา" .

bia:aname-buddhadasa-13 a rico:AgentName ;
    rdfs:comment "หลักฐาน: เขียนเลียน 'องุ่นเปรี้ยว' ตอบโต้งานของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (อัตชีวประวัติ หน้า 244)" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=244&previewPage=1> ;
    rico:textualValue "องุ่นอ่อน" ;
    rico:type "นามปากกา" .

