@prefix bia: <https://id.bia.or.th/> .
@prefix biax: <https://id.bia.or.th/ns#> .
@prefix prov: <http://www.w3.org/ns/prov#> .
@prefix rdfs: <http://www.w3.org/2000/01/rdf-schema#> .
@prefix rico: <https://www.ica.org/standards/RiC/ontology#> .
@prefix xsd: <http://www.w3.org/2001/XMLSchema#> .

bia:evt-2469-ordination a biax:OrdinationEvent,
        rico:Event ;
    rdfs:label "อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่โบสถ์วัดนอก (วัดอุบล) ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ฉายา \"อินฺทปญฺโญ\" แล้วมาประจำวัดใหม่ (พุมเรียง)" ;
    rdfs:comment "อุปสมบทวันอาทิตย์ที่ ๒๙ ก.ค. ๒๔๖๙; พระอุปัชฌาย์=พระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) รองเจ้าคณะเมือง, พระคู่สวด (กรรมวาจาจารย์และอนุสาวนาจารย์) = พระปลัดทุ่ม อินฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดนอก (อุบล) และพระครูศักดิ์ ธมฺมรกฺขิโต เจ้าอาวาสวัดหัวคู — เรียกตามสำนวนในต้นฉบับว่า \"พระคู่สวด\"; พิธีอย่างธรรมดาไม่แห่ช้างใหญ่โต; บวชตามประเพณีตามพันธสัญญา ๑ พรรษาให้โยม; ไม่ได้บวชกับเจ้าคณะเมืองเพราะตามความนิยมของผู้ใหญ่ (QA หน้า 80-84) · เป็นการ**อุปสมบทเป็นพระภิกษุ**เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี ไม่ใช่การบรรพชาเป็นสามเณร · วัดนอก (วัดอุบล) และวัดใหม่ อยู่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ชื่อ \"วัดอุบล\" ไม่เกี่ยวกับจังหวัดอุบลราชธานี) · เหตุที่บวชวัดหนึ่งแต่จำพรรษาอีกวัด: พระปลัดทุ่มคุ้นเคยกับครอบครัวและเป็นอาจารย์สวดของโยมบิดา จึงขอให้มาบวชที่วัดอุบล ส่วนวัดใหม่เป็นวัดที่อยู่มาแต่เด็ก (รั้วสองวัดติดกัน พระวัดใหม่ต้องมาลงอุโบสถที่วัดอุบลอยู่แล้ว) (QA หน้า 83)" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=1484&previewPage=1>,
        <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=716> ;
    prov:wasDerivedFrom bia:src-scan-1484 ;
    biax:confidence 0.95 ;
    biax:needsReview false ;
    rico:generalDescription """วันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๖๙ ก่อนเข้าพรรษา — พิธีอย่างธรรมดา ไม่แห่ใหญ่โต
นายเงื่อม พานิช อุปสมบทเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ก่อนเข้าพรรษา ที่โบสถ์วัดนอก (วัดอุบล) ได้รับฉายา 'อินฺทปญฺโญ' โดยมีพระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล) รองเจ้าคณะเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทุ่ม (วัดอุบล) และพระครูศักดิ์ (วัดหัวคู) เป็นพระคู่สวด พิธีจัดอย่างธรรมดาไม่แห่ใหญ่โต เป็นการบวชตามประเพณีด้วยพันธสัญญาหนึ่งพรรษาให้โยม
ปฏิทินชีวิตท้ายเล่ม 'เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา' บันทึกต่อว่า พระเงื่อมจำพรรษาที่วัดพุมเรียง ปลายปีนั้นสอบได้นักธรรมตรีและไม่ลาสิกขาตามกำหนด — ขณะที่นายยี่เกยน้องชายซึ่งเพิ่งเข้าเรียนเตรียมแพทย์จุฬาฯ ต้นปีเดียวกัน ตัดสินใจกลับบ้านและไม่เรียนต่อ เพื่อเปิดโอกาสให้พระเงื่อมได้บวชเรียนต่อไป จุดนี้เองที่เส้นทางชีวิตของพระหนุ่มเปลี่ยนจาก 'บวชหนึ่งพรรษา' เป็นชีวิตทั้งชีวิตในผ้ากาสาวพัสตร์""" ;
    rico:hasBeginningDate bia:d-evt-2469-ordination ;
    rico:hasOrHadParticipant bia:person-buddhadasa,
        bia:person-khru-sak,
        bia:person-plat-thum,
        bia:person-upajjhaya-khong ;
    rico:isAssociatedWithPlace bia:place-wat-ubon .

bia:d-evt-2469-ordination a rico:Date ;
    rico:expressedDate "พ.ศ. 2469" ;
    rico:normalizedDateValue "1926-07-29"^^xsd:date .

bia:person-buddhadasa a rico:Person ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=243&previewPage=1> ;
    rico:birthDate "1906-05-27"^^xsd:date ;
    rico:hasOrHadAgentName bia:aname-buddhadasa-01,
        bia:aname-buddhadasa-02,
        bia:aname-buddhadasa-03,
        bia:aname-buddhadasa-04,
        bia:aname-buddhadasa-05,
        bia:aname-buddhadasa-06,
        bia:aname-buddhadasa-07,
        bia:aname-buddhadasa-08,
        bia:aname-buddhadasa-09,
        bia:aname-buddhadasa-10,
        bia:aname-buddhadasa-11,
        bia:aname-buddhadasa-12,
        bia:aname-buddhadasa-13 ;
    rico:history "'กินข้าวสุกอย่าให้เสียข้าวสาร ทำงานอย่าให้เสียแรง' — 'ผมช่วยรักษาของเก่าอย่างนี้หลายอย่าง เอามาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร อธิบายให้เห็นประโยชน์' (หน้า 711)",
        "'งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง'",
        "'ชินวาทก์' บทวิพากษ์ (ปฏิทินชีวิต ๒๔๗๖)",
        "'ทุรโลการมณจิต' เรื่องปรารภโลก — ส่วนใหญ่เขียนคนเดียวใช้หลายนามปากกา (หน้า 244)",
        "'ผมไม่เชื่อเรื่องหมอดูมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนเป็นนิสัย' (หน้า 89)",
        "'สังคายนาแต้มหัวตะ' (คำล้อของ ร.๕): สังคายนาไทยแค่ตรวจตัวอักษร ค/ต ไม่แตะเนื้อความ — ต่างจากพม่าครั้งที่ ๖ ที่วินิจฉัยข้อความจริงแต่ 'ไม่ไปแก้ของเก่าเลย เขียนบันทึกพิมพ์ไว้ท้ายเล่ม — นี่ดี ทำอย่างนี้ดี'; ตัวอย่างที่ไทยไม่กล้าแตะ: อตมฺมยตา ยังปรากฏเป็น อต/อค/อก ปะปนกัน; ท่านถ่อมตนปิดท้าย: 'ผมไม่ได้รอบรู้พระไตรปิฎกอะไรนักหนา เพียงแต่ว่าตั้งใจรวบรวมข้อความ...เพียงเลือกเก็บเอาตามที่พอใจ' (หน้า 504-505)",
        "'สังฆเสนา' แบบนักรบเพื่อธรรม",
        "'สิริวยาส' โคลงกลอน",
        "'อินฺทปญฺโญ' และ 'ธรรมโยธ' เขียนเรื่องวิพากษ์ (ถูกด่าเรื่อย)",
        "'โชคมันดีอยู่หน่อยที่มันไม่ไปสนใจเรื่องเพศ ถ้าไปสนใจเรื่องเพศคงเสร็จไปนานแล้ว คงไม่มีสวนโมกข์อย่างทุกวันนี้' (หน้า 131)",
        "กลอนล้อสุนทรภู่: 'สุนทรภู่ เขากลอนดี เพราะมีเหล้า...ส่วนเราเหล้าไม่มี มีแต่น้ำ จะปลุกปล้ำเท่าไร กลอนไม่ดี' (ไม่นิยมสุนทรภู่เพราะเหล้า-ผู้หญิง); นิราศที่ตั้งใจแต่งจริงมีแต่ 'นิราศลพบุรี' (แต่งให้คุณสัญญาคนพาไปเที่ยว) (หน้า 436-437)",
        "กลไกสติ-สัมปชัญญะ-ปัญญา (คำอธิบายเฉพาะของท่าน): 'สติเป็นพวกสมาธิ สัมปชัญญะเป็นพวกปัญญา — พอมีอารมณ์มากระทบ สติระลึกถึงความรู้ (ญาณ) แล้วเอาปัญญามายืนคุมเชิงต่อหน้าอารมณ์ นั่นคือสัมปชัญญะ; ถ้าไม่มีสติ ปัญญามหาศาลอย่างไรก็เป็นหมันหมด ถ้าไม่มีปัญญา สติก็เหมือนไม่มีอาวุธ' — 'ซึ่งในโรงเรียนนักธรรมไม่ได้สอน' (QA หน้า 678-684)",
        "การจำแนกสำนวนคัมภีร์: 'วินัยก็สำนวนอย่างนี้ สุตตันตะก็อย่างนี้ อภิธรรมก็อย่างนี้ อย่างน้อย ๓ รูปแบบไม่เหมือนกัน...พลิกหลาย ๆ ครั้งเข้าก็แยกออก มันรู้ขึ้นมาเองเพราะมันชิน'; เคล็ดเดียวของการแตกฉานบาลี: 'ไม่มี มีแต่ว่าทำมันเรื่อยไป' + ความรู้รอบตัวเรื่องบ้าน ๆ เรือน ๆ ช่วยยุติคำแปล (หน้า 489-490)",
        "การฉันอาหาร-ปัจจเวกขณ์: คติ 'พิจารณาเหมือนกินเนื้อลูกในทะเลทราย' ที่เขียนไว้ 'เขียนสำหรับพระบวชใหม่หรือเริ่มต้นปฏิบัติ'; ตัวท่านปัจจเวกขณ์ 'บางโอกาสไม่ได้ทำ...บางทีก็ปัจจเวกขณ์อย่างศึกษา ให้รู้เรื่องเอามาแต่งหนังสือ ไม่ได้ทำเป็นระเบียบตายตัว'; ยอมรับว่าก่อนสวนโมกข์ 'ฉันอร่อยและฉันมาก ฉันตามพอใจ ไม่มีการห้ามล้อ พอออกมาอยู่สวนโมกข์จึงฉันแบบมีการห้ามล้อ'; วัยชราฉันน้อยมาก 'ประมาณสัก ๔-๕ ช้อน อุจจาระวันละช้อน แล้วมันก็อ้วนอย่างนี้ ร่างกายวิปริต'; ของถูกปาก 'เปลี่ยนเรื่อย ตามธรรมชาติ' (ปีหนึ่งฉันผักมาก ปีถัดมาไม่ฉัน) หลัก ๆ คือน้ำพริกคลุกข้าว ผัก ปลาเค็ม; เคยทดลองฉันเจ (สะดวกช่วงมหาจุลอยู่ เพราะมหาจุลปฏิญาณกินเจ) ฉันผลไม้ล้วนไม่กินข้าว (เผือก มัน กล้วย มะละกอ — 'อุจจาระไม่เหม็นเลย') ฉันของหวานล้วน 'อยู่ไม่ได้ ๒-๓ วันก็จะตาย' (QA หน้า 665-667)",
        "การถือวินัยส่วนตัว (ตอบตรง ๆ ราย-ข้อ): ๒ ปีแรกที่สวนโมกข์ไปลงปาฏิโมกข์ที่วัดโพธาราม; ปลงอาบัติตามแบบมหานิกาย (ไม่ระบุสิกขาบท); ไม่เคยต้องอาบัติสังฆาทิเสส (สวนโมกข์ยุคแรกก็ไม่มี); พินทุผ้า 'ทำมาตั้งแต่แรกบวชเลย เดี๋ยวนี้บางทีก็เผลอ'; ลงอุโบสถ 'ไม่เคร่ง แต่มันไม่เคยขาด'; เคารพตามอาวุโส 'พยายามถือ — มันเป็นมรรยาทของมนุษย์ด้วย ไม่ใช่วินัยอย่างเดียว'; รักษาบาตร 'ทำก็มี ไม่ได้ทำก็มี'; ขุดดินตัดหญ้า 'เคยทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว' (หน้า 635-639)",
        "การนอน: สีหไสยาสน์ 'เคยลองแล้วทั้งนั้น ทำจนเป็นนิสัย นอนตะแคงขวาสบาย'; กำหนดเวลาตื่น 'เคยตื่นตรงเผงไม่ผิดแม้แต่นาทีเดียวหลาย ๆ ครั้ง จนเป็นธรรมดา อธิบายไม่ได้ แต่ไม่พ้นจากธรรมชาติ'; 'นอนเหมือนตื่น' = สำนวน หมายถึงหลับด้วยสติ-ตื่นด้วยสติ หัวท้ายติดต่อกัน; สมัยหนุ่มนอน ~๖ ชั่วโมง แก่แล้วน้อยลง ('คนชราออกกำลังน้อย หลับอิ่มง่ายขึ้น'); ไม่เคยกังวลงานจนนอนไม่หลับ 'ปาฐกถาสำคัญมันเตรียมไว้ก่อนหลายวันแล้ว' (นอนไม่หลับเฉพาะผิดที่/ที่เปิดให้คนเห็น เช่นห้องรับแขกวัด); ที่มาหมอนไม้สวนโมกข์: คิดทำกันตอนอบรมธรรมทูต จากบาลี 'หนุนท่อนไม้ แล้วมารจะไม่รบกวน' + ธรรมเนียมอินเดีย/กษัตริย์ลิจฉวีหนุนเพื่อเข้มแข็งอย่างนักรบ; บั้นปลายไม่ค่อยใช้แล้ว 'มันไม่มีแบบอะไรที่ตายตัว เอาตามสบายอย่างง่ายที่สุด ไปจำกัดตายตัวอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งบ้าใหญ่' (หน้า 662-664)",
        "การระเหิดพลังงานเพศ (sublimation): 'เป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีแผนการณ์ — ทำงานที่เราชอบหามรุ่งหามค่ำ พลังงานที่รุนแรงทางนั้นมันก็ลด เอาแรงทางเพศมาใช้ทางสติปัญญา'; ต้องมีงานที่ 'หลงใหลขนาดเป็นนางฟ้า' ยกอุปมาบาลี 'พระไตรปิฎกชื่อวาณี เป็นนางฟ้าเกิดจากดอกบัวคือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า จงมารึงรัดจิตใจของข้าพเจ้า' = 'ไปแต่งงานกับนางฟ้าเสีย (หัวเราะ) สมรสกับนางฟ้ากล่าวคือพระไตรปิฎก'; ยกตัวอย่างนายหวอด (คนเล่นนกเขา-ปลากัด-ไก่ชนใกล้วัดเวียง หายใจเป็นนกเขาจนไม่มีลูกเมีย) = ภวตัณหา/รูปราคะดึงจนลืมกามตัณหา 'นักค้นคว้านักประดิษฐ์ตัวยงก็น่าจะเป็นแบบนี้ — เป็นเรื่องมานะกับสมาธิ ไม่ใช่ปัญญาสูงสุด'; เคยศึกษาหลักโยคีเรื่องผันพลังงานเพศ 'โดยหลัก ไม่เคยโดยรายละเอียด' และยืนยันจากประสบการณ์ว่าอาหารบางอย่างกระตุ้นกามจริง (ฟักทองสุกแก่จัด ขนุนสุก ละมุดสุก — ตรงกันทั้งตำราโยคีและไสยศาสตร์ไทย); นิยามกามคุณ: 'ค่าจ้างของธรรมชาติ ไว้หลอกจ้างสัตว์ที่มีชีวิตให้สืบพันธุ์แค่นั้นเอง...ไปติดเบ็ดแล้วทำตามความต้องการของพรานเบ็ดโดยธรรมชาติ' (หน้า 650-654)",
        "การวิจารณ์ศาสนาในสังคม: กลุ่มแรกที่โจมตีก่อนคอมมิวนิสต์ไม่ชัดเจน; ความเข้าใจผิดหลัก ๆ ที่ท่านแก้: 'สันโดษทำให้คนไม่ทำงาน'=เข้าใจผิด, โชเปนเฮาเออร์มองพุทธเป็น pessimism 'มองไม่รอบคอบ' — ที่ถูกคือ 'พุทธศาสนามองโลกในแง่ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แก้ไขให้ดีก็ได้' (หน้า 591-592)",
        "การอ่านพรรษาที่ ๓: ไทยเขษมรายเดือน โคลงกลอนครูเทพ (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) หนังสือหลวงวิจิตรวาทการ น.ม.ส. และวารสารพุทธศาสนาภาษาอังกฤษที่ธรรมทาสบอกรับ (มหาโพธิ, บริติชบุดดิสต์ ฯลฯ แต่ตอนนั้นความรู้ภาษาไม่พอ อ่านข่าวเสียมากกว่า) (หน้า 115-116)",
        "การเข้าเงียบ (ปฏิสัลลีนวิหาร): ทดลองตามแบบพระพุทธเจ้า ('๓ เดือนบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง ไม่พบใคร อาหารวางไว้ในที่กำหนด') — ครั้งยาวทำครั้งเดียว 'เป็นเดือน ๆ แต่พูดไม่ได้ว่าหลายเดือน' นอกนั้นช่วงสั้น ๕-๗ วัน ของดบิณฑบาตให้พระเณรเอาอาหารมาวางไว้; เมนูช่วงเข้าเงียบ = ข้าวคลุกแกง (ข้าวสุกคลุกเนื้อปลาบดในอ่างใหญ่ หยอดแกง ปะหน้าผักหอมเช่นโหระพา) '(หัวเราะ) พูดแล้วยังน้ำลายไหล อร่อยกว่าฉันธรรมดา'; ช่วงเข้าเงียบ 'เขียนหนังสือก็มี ไม่เขียนก็มี นั่งเพ้อ ๆ ใจลอยไปก็มี' ทดลองสมาธิหลายแบบทั้งตามพระบาลีและ 'แบบฟรี แบบตามสบายใจ มีผลเหมือนกัน' (หน้า 673-675)",
        "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ในสายตาท่าน: รู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์+จดหมายเพื่อนพระจากกรุงเทพฯ ('เขียนเล่ามาอย่างไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน'); ธรรมทาสเกณฑ์ให้เทศน์หนึ่งกัณฑ์ว่า 'ประชาธิปไตยน่ะเข้ารูปเข้ารอยกันกับหลักพระพุทธศาสนา...เหมือนกับการปกครองสงฆ์' (ชาวบ้าน 'ฟังถูกไม่กี่คน'); ท่าทีส่วนตัว 'ไม่มีความคิดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จำเป็นจะต้องยอมรับสภาพสถานการณ์'; เคยไปฟังปาฐกถา 'ปาร์เลียเม้นต์ในประเทศอังกฤษ' ของ น.ม.ส. ที่สามัคคยาจารย์สมาคม 'ฟังครั้งแรก ฟังไม่เข้าใจ' (หน้า 586-589)",
        "ก่อนบวช ศึกษาธิการอำเภอเคยพูดปาว ๆ ชวนเป็นครูประชาบาล เงินเดือน ๑๒ บาท (จากอัตราปกติ ๘ บาท) — ไม่เอา 'ทำงานที่บ้านมันได้ประโยชน์มากกว่า...เราก็ไม่มีหัวทางราชการ' (หน้า 171)",
        "ก่อนบวชเริ่มตั้งข้อสงสัย วิพากษ์การอธิบายตีความธรรมะ (ความหมายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทาน ศีล นรกสวรรค์) 'อยากให้มันชัดเจนกว่านั้น ให้มันเป็นเรื่องชีวิตเดี๋ยวนี้' แต่ยังไม่วิพากษ์คณะสงฆ์ (หน้า 80-81)",
        "ก่อนไปกรุงเทพฯเคยคิดว่า 'พระอรหันต์เต็มไปทั้งกรุงเทพฯ' พอไปพบจริงจึงผิดหวัง เห็นพระเณรไม่ค่อยมีวินัย พระปักษ์ใต้เคร่งเรื่องเงินทองกว่ามาก (หน้า 110-111, 115)",
        "ของเล่นวัยหลัง: ย้ายจอมปลวกมาจัดแถวทำโต๊ะ, เลี้ยงปลาดิสกัสปอมปาดัวร์ (คุณประยูรเอามาให้ คู่ละ ๔,๐๐๐ บาท) เคย 'นั่งดูปลาวันทั้งวัน', นกกาฮัง ('นกเงือกฉลาดที่สุด...โยนของให้รับ ไม่เคยพลาด'), นกยูงตัวละ ๓ บาท (สุดท้ายปีกหักโดนเสือดำกิน), กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยจากเจ้าราชภาคินัยเชียงใหม่ (พิสูจน์ว่าเลี้ยงภาคใต้ได้); 'ของเล่นตอนแก่เดี๋ยวนี้ ก็คือ...การคิดถึงอะไรแปลก ๆ ยาก ๆ คิดอะไรใหม่ ๆ' ปัญหาสันติภาพโลก 'สิงสถิตในใจผมอยู่ตลอดเวลา' (หน้า 434-448, 454)",
        "คณะปฏิสังขรณ์/การเมืองคณะสงฆ์: ไม่ได้ร่วมทั้งความคิดและการกระทำ แต่ยอมรับตรง ๆ 'ถ้าเวลานั้นผมอยู่ที่นั่นน่าจะเอากับเขาด้วยก็ได้ ก็เรามีความคิดก้าวหน้าอยู่'; พ.ร.บ. ๒๔๘๔ 'ไม่รู้สึกเลย แทบจะไม่ได้สนใจจนออกมาแล้ว' (ผลพลอย: ถูกตั้งเป็นองค์การเผยแผ่ฯ); การเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ. ๒๕๐๕ ท่านมองว่า 'เป็นการดิ้นรนฝ่ายธรรมยุต' ย้อนกลับหาแบบ รศ.๑๑๒; คดีพระพิมลธรรม: 'มันไม่ได้เสียหายเฉพาะมหานิกาย มันเสียหายต่อพระศาสนาโดยส่วนรวมด้วย...รู้สึกจะไม่คุ้มเลย' (หน้า 588, 592, 597-598)",
        "คลังคัมภีร์ค้นคว้า: พระไตรปิฎกบาลี ๔ ชุด + อรรถกถาครบเท่าที่จำเป็น + ฉบับอักษรพม่า (ของขวัญจากฉัฏฐสังคายนา — 'สมบูรณ์กว่า' ของไทย เช่น อทุติโย/อตฺตทุติโย) + ฉบับแปลอังกฤษ Pali Text Society และ The Sacred Books of the Buddhist + ดิกชันนารีบาลี PTS (มีตั้งแต่ก่อนตั้งสวนโมกข์) + ดิกชันนารีสันสกฤต ('คำบางคำต้องแปลงเป็นสันสกฤตจึงได้คำแปลที่ดี'); 'พระไตรปิฎกจีน' ที่อาซิ้มถวายที่จริงเป็นชุดวินิจฉัย-อรรถกถาจีน ไม่ใช่พระไตรปิฎก (คุณช้างเคยช่วยอ่านให้ฟัง); ชุดฆราวาส: The Great Books of the West ๕๖ เล่ม (คุณเรียมซื้อให้ 'ยาวตั้งวา' ใช้ดูว่าฝรั่งคิดอย่างไร), Illustrated Encyclopedia of Mankind ๒๐ เล่ม, สวามีวิเวกานันทะชุดใหญ่จากเจ้าคุณลัดพลีฯ, เซนของซูซูกิ+Charles Luk (หมอประพันธ์ให้), ตอลสตอยชุดสมบูรณ์ (ของพระกวง), หนังสือเพศศึกษา-กามสูตร ('ไว้เปรียบเทียบ...มนุษย์มันเคยคิดเรื่องอะไรที่จะทำให้ดีที่สุด') (หน้า 469-476)",
        "ความพอใจในชีวิต-การวัดตัวเอง: 'เท่าที่ทำมานี้ พอคุ้มค่าข้าวสุกแล้ว เหลือต่อไปนั้นเป็นผลกำไรเหลือเฟือ'; **ไม่วัดตัวเองด้วยมรรคผล**: 'ผมไม่เหมือนคนอื่นหรอก ไม่ได้วัดว่าตัวเองจะเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ ไม่วัดและไม่พยายามจะกำหนด เพียงแต่ว่ามีความทุกข์เหลืออยู่หรือไม่ คอยดูอยู่'; ถามว่าทุกวันนี้มีทุกข์ไหม: 'ต้องพูดว่าไม่มี แต่ถ้าพูดว่าไม่มี ก็กลายเป็นอวดอุตริมนุสสธรรม (หัวเราะ)...เรายังเชื่อว่าอาจจะมีความอยากอย่างอื่นที่ไม่เคยมี โผล่มาวันใดวันหนึ่ง จึงระมัดระวังไม่ทำอะไรโดยการอยาก ทำด้วยเหตุผลของสติปัญญา' (หน้า 689)",
        "ความหมายของ 'ฉีกพระไตรปิฎก' ที่ถูกเข้าใจผิด: 'ปลดออก ระงับเสีย สำหรับเมื่อจะแสดงแก่คนชนิดไหน — คนพื้นฐานไม่ต้องฉีกออก แต่ถ้าจะแสดงแก่นักวิทยาศาสตร์แท้จริง ต้องปลดออกเสีย ๖๐% เหลือ ๔๐%...เหลือแต่เพชรเหลือแต่ทองคำ' และยืนยัน 'ไม่ได้ไปแตะต้องฉบับไหนโดยตรง' (หน้า 496-497)",
        "ความหวังตอนตั้งสวนโมกข์: 'สิ้นหวังที่จะได้อะไรจากกรุง ก็หวังจะได้อะไรจากในป่า...ไปตายเอาดาบหน้า' สอบเปรียญ ๔ ตกไม่ใช่ปม 'เรารู้สึกว่าเราเหลวไหลเอง' (หน้า 203)",
        "ความแก่: รู้สึกแก่ทางร่างกายเมื่ออายุ ~๖๕ ('เริ่มรู้จักเป็นหวัด ความอดทนต่อดินฟ้าอากาศอ่อนลง') 'แต่จิตไม่แก่ ส่วนของจิตล้วน ๆ คือความนึกคิดไม่แก่ มันจะยังหนุ่มขึ้นเสียอีก'; โรคประจำตัว: ท้องผูกแล้วเลือดออกแบบริดสีดวง เป็นมาตั้งแต่อายุ ๒๐ (หอยแครงกระตุ้น 'ฉันไม่กี่ตัวจะมีอาการ' แก้ด้วยยาญี่ปุ่นตราคนดำ); เจ็บหนักสุดสมัยหนุ่มแค่ไข้มาลาเรีย ๒-๓ วัน (หน้า 707-708)",
        "งานครูบาอาจารย์อดีตที่ยังศึกษาตลอด: นวโกวาท ธรรมวิภาค ธรรมวิจารณ์ ของสมเด็จกรมพระยาฯ ('ท่านต้องอธิบายอย่างนั้นเพราะสมัยนั้นมันมีเท่านั้น เรื่องภาษาคนภาษาธรรมไม่มีวี่แววในความรู้สึกนึกคิดของท่านเลย'); เคยเอางานสมเด็จพระวันรัต (พลับ, ฝ่ายอรัญวาสี ร.๔-๕) ลง พุทธสาสนา หลายตอน; ใช้ 'อภิธานัปปทีปิกา' (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรฯ ชำระ) เป็นคลังไวพจน์ 'ได้รับประโยชน์มาก...แต่พวกอภิธรรมไม่ได้รับประโยชน์จากหนังสือนี้แม้แต่นิดเดียว เขามีหน้าที่จะนั่งนับเม็ดมะขาม' (หน้า 519-520)",
        "งานที่ยอมรับว่า 'พลาด ~๑ เปอร์เซ็นต์': เคยเทศน์เรื่องตายแล้วเกิดแบบสัสสตทิฏฐิตามแบบโรงเรียนนักธรรม (การศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรง 'ช่วยให้เรารู้ว่านั่นมันผิดแล้ว' จึงเลิกสอน) และเคยใช้คำ 'วิปัสสนาคือวันคืนแห่งการคิด' — ที่ถูกคือ 'การดูความจริงของธรรมชาติ...เตรียมจิตให้ดู ดูแล้วเห็นเอง' (หน้า 332)",
        "งานอดิเรกสมัยเรียนบาลีกรุงเทพฯ (~๒๔๗๓-๗๕): เที่ยวเดินดูวัด-ถ่ายรูปทั้งวันกับพระครูชยาภิวัฒน์ผู้วางแผนเส้นทาง; กล้องแรก 'โกดัก เวสต้า' ๑๒ บาทจากเวิ้งนครเขษม ล้างอัดรูปเอง เคยถ่ายเมฆอย่างเดียวนับพันภาพ (เลิกเล่นกล้องเด็ดขาด ~๑๕ ปีก่อนสัมภาษณ์ ตอนหลังพระบุญชูช่วยทำแทน); เล่นพิมพ์ดีด แผ่นเสียง (เรียนภาษาด้วยลิงกัวโฟน) วิทยุ ในกลุ่ม 'พระอุตริ' ไม่กี่องค์ (หน้า 129-132)",
        "งานเขียนจริงจังชิ้นท้ายสุด = 'สมเด็จในความรู้สึกของข้าพเจ้า' (๑๒ มิ.ย. ๒๕๑๖) (หน้า 251)",
        "งานเผยแผ่กับการลดกิเลสไม่ขัดกัน: 'การที่จะต้องพูดนั่นแหละทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น กลับเป็นผลดี'; เคล็ดการเรียน (ยืนยันจนบัดนี้): 'ถ้าอยากจะรู้เรื่องอะไร จงตั้งต้นการศึกษาเหมือนอย่างว่าเราจะไปเป็นครูเขาในเรื่องนั้น แล้วจะรู้ดีจนเกินพอ'; เรื่องฝังใจ: สวามีวิเวกานันทะไปเผยแพร่ที่อเมริกาได้รับต้อนรับอย่างยิ่ง 'กลับมาร้องไห้ว่าเป็นเรื่องเสียหายแก่จิตใจ เพราะมันทำให้ดีใจ — การไปหลงใหลกับผลสำเร็จคือความเลวทรามอย่างหนึ่ง เลยไม่กล้าคิด' (หน้า 687-688)",
        "จีวรยุคแรกสวนโมกข์ย้อมแก่นขนุนค่อนข้างดำ (ตามแบบพระพุมเรียงรุ่นเก่า เช่น อาจารย์เหม็น อาจารย์ทุ่ม พระใบฎีกาแช่ม) ผ้าขาดปะเองเย็บเอง — ตอนหลังเลิกย้อมดำเพราะเห็นว่า 'มันเล่นละคร แกล้งย้อมดำอวดคน' (หน้า 187)",
        "จุดค้นพบสำคัญ — ปฏิจจสมุปบาทไม่ข้ามภพข้ามชาติ: ยุคแรก 'ก็ยังสอนอย่างเดิม' ตามอรรถกถา/วิสุทธิมรรค (คร่อมสามชาติ) มาสะดุดเมื่อค้นพระบาลีมากขึ้น — 'เราก็มีตัณหาวันละหลาย ๆ หน จะไปคาบเกี่ยวกันตั้งชาติชนิดเข้าโลงทีหนึ่งอย่างไรได้'; สรุป: ชาติมี ๒ ความหมาย ทางกายเกิดครั้งเดียว แต่ 'ชาติที่เกิดจากตัณหาอุปาทานมีทุกคราวที่เกิดตัณหา...เกิดผลุงขึ้นมาเป็นตัวกูของกู' — **'เราเลยพบหลักที่เรียกว่าภาษาคนภาษาธรรมเพราะเหตุนี้'**; ยกแบบข้ามชาติไว้ 'เพื่อส่งเสริมศีลธรรม' แบบไม่ข้ามชาติไว้เป็นปรมัตถ์; ใช้เวลาขบ ~ครึ่งอายุสวนโมกข์ (~๒๕ ปี) 'เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นย้ำเหมือนตอกตะปู...ต้องมีสติกั้นกระแสปฏิจจสมุปบาท...นี้เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง' (หน้า 514-519)",
        "ฉายา 'อินฺทปญฺโญ' เชื่อว่าพระจุล จนฺทาโภ ครูนักธรรมเป็นผู้คิดให้ (หน้า 100)",
        "ชีวิตปฏิบัติธรรม-ไม่มีจุดหักเห: ยืนยันว่าไม่มีช่วงเปลี่ยนแปลงใหญ่หรือประสบการณ์พิเศษแบบเกจิอาจารย์ 'มันมาทีละนิด ๆ เหมือนต้นไม้งอกขึ้นทีละนิด ไม่รู้ว่ามันตรัสรู้เมื่อไร'; วัดความก้าวหน้าด้วยอุปมาบาลี 'ด้ามเครื่องมือสึกไปทุกวันแต่ไม่รู้ว่าสึกวันละเท่าไร' รู้แต่ว่าสิ่งไม่พึงปรารถนาลดลง เช่นกลัวผีน้อยลงจนไม่กลัวเลย; บทความ 'สมัยโน้นเมื่อเรายังเที่ยวหาอัตตา' (๒๔๘๓) เขียนสำหรับชีวิตทุกคน ไม่ใช่อัตชีวประวัติ ตั้งชื่ออย่างนั้น 'เพื่อให้มันสะดุด' (หน้า 603-605)",
        "ชื่อทางการของสวนโมกข์คือ 'วัดธารน้ำไหล' ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีใครรู้จัก",
        "ชื่อเดิม 'เงื่อม': เซ็นชื่อเงื่อมมาแต่แรก 'ผมชอบที่มันแปลไม่ได้' ชาวบ้านออกเสียงเพี้ยนเป็นเนื่อม/เหงื่อม สมเด็จวัดเทพศิรินทร์เรียก 'เงื้อม' (หน้า 186)",
        "ตอบข้อกล่าวหา 'เป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักศาสนา': 'ผมสอนอยู่ทุกวันว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา เป็นวิทยาศาสตร์ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติด้านจิตด้านวิญญาณ — ปรัชญาเป็นเรื่องคำนวณ ธรรมะเห็นแจ้งโดยพ้นการคำนวณ ถ้าต้องคำนวณอยู่ยังไม่ใช่รู้แจ้งในพุทธศาสนา'; เคยถกเรื่อง 'ปรัชญา≠philosophy' ในวงสนทนาบ้านสวามีสัตยานันทปุรี (นาคะประทีปมาแทบทุกครั้ง เสฐียรโกเศศมาเป็นครั้งคราว ท่านไปกับเจ้าคุณลัดพลีฯ เสมอ ไม่เคยไปเองตามลำพัง); กาลามสูตร: 'ไม่ให้เชื่อ แต่เราต้องใช้มันทั้ง ๑๐ อย่าง — เป็นเรื่องผ่าน แต่ไม่ยุติตามนั้น' (หน้า 690-692)",
        "ตอบข้อสงสัย 'ไม่ครองเรือนจะรู้ทุกขสัจได้อย่างไร': 'ทุกทีที่เราอยากอย่างบ้า ๆ มันทรมานใจ นั่นแหละทุกขสัจ' ไม่ต้องเรียกชื่อบาลี; วาทะ 'อาจารย์ของพระพุทธเจ้าชื่อนายคลำ' (เรียนจากการคลำ-ลองผิดลองถูกโดยธรรมชาติ) 'ยังยืนยันอยู่บัดนี้'; คำถามเกิดมาทำไม — ไม่รู้ตั้งแต่เด็กจนบวชจนเป็นครู 'มันเพิ่งรู้เมื่อมีสวนโมกข์แล้ว ศึกษาธรรมะในชั้นลึกมากเข้า ๆ' (หน้า 614-616)",
        "ตอบข้อสังเกต 'ทิฏฐิกล้า ไม่ฟังใคร เพราะไม่มีครู': 'ผมถือความถูกต้องตรงที่มันดับทุกข์ได้ จะต้องไปเชื่อคนอื่นทำไม เราเห็นอยู่เองว่าดับทุกข์ได้หรือไม่ — จะเรียกว่าความเห็นกล้าแข็งก็ได้ ในลักษณะที่ว่าผิดไม่ได้ แต่กล้าแข็งอย่างจองหองอวดดีมันไปอีกอย่าง'; ไม่เคยต้องเลือกระหว่างความสุขใจกับเกียรติ 'เกียรติมันแค่สมมติ เราสนใจของจริง' (หน้า 696-697)",
        "ตอบเรื่อง ตามรอยพระอรหันต์ กับตัวเอง: 'มันเขียนเพื่อผู้อื่น เป็นหลักสำหรับคนทั่วไป' ตัวท่าน 'พยายาม' ปฏิบัติตาม; การหัวเราะ: 'หัวเราะ เดี๋ยวนี้ก็หัวเราะ...ถ้ารู้ธรรมะมากขึ้น มันหัวเราะลดลง ก็หัวเราะเป็นนัย ๆ'; ไม่เคยปฏิบัติจนเครียด 'เคร่งกับเครียดมันคนละคำทีเดียว' แต่เคยทำเคร่งเพื่อทดลองดูผล (กินผัก ไม่นอน); เวลาไปกรุงเทพฯ พักบ้านคุณชำนาญฝั่งธน (เรือนพิเศษไว้ให้แขก) 'เรียกว่าอยู่ในสลัม มองดูเข้าไปในเพิงสลัมมีโทรทัศน์' บ้างก็พักพุทธสมาคม/วัด (QA หน้า 646)",
        "ตำแหน่งเจ้าอาวาสช่วงบั้นปลาย (บทความ Lotusblätter 3/90, OCR งวด 3): ขอลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุสุขภาพตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ ทั้งเจ้าอาวาสสวนโมกข์และวัดพระบรมธาตุไชยา — มีการแต่งตั้งผู้ช่วยที่อยู่กับท่านมานาน (บทความเรียกว่า 'Acharn Pho Buddhadhammo') เป็นเจ้าอาวาสสวนโมกข์เมื่อ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ส่วนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยายังไม่ได้รับการปลด",
        "ทัศนะ ๒ นิกาย: การเกิดธรรมยุต 'มีส่วนทำให้มหานิกายปฏิบัติดีขึ้น'; สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เคยมุ่งรวมนิกาย 'แต่ก็ทำไม่สำเร็จ...นี่ต้องเรียกว่ามันเป็นกิเลสของมนุษย์ มานะทิฏฐิ'; พระป่า-พระบ้านสมัยแรกมีสวนโมกข์ 'ต่างฝ่ายต่างพูด' (พระป่าว่าพระบ้านไม่ปฏิบัติ พระบ้านว่าพระป่างมงาย); เกร็ดอวดเคร่ง: ปมนมสด 'ไม่รู้แน่นอนว่าอยู่ในข่ายอาหารหรือเภสัช' (หน้า 595-597)",
        "ทัศนะการเรียนบาลี: มูลกัจจายน์เดิม 'ท่องสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง...เป็นปี' → สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณฯ ปรับเป็นบาลีไวยากรณ์ 'ง่ายขึ้นหลายเท่า แต่แล้วก็ไม่มีใครปรับปรุงต่อมาอีก'; ไม่ชอบวิธีฝรั่ง 'รวบรัดมาก ไม่เรียนถึงรากศัพท์'; 'ทั้งบาลีทั้งนักธรรมมีทางทำให้ง่ายขึ้นอีกมาก แต่จะเอาอำนาจที่ไหนไปทำ' — ทำโดยอ้อมด้วยการแปลให้เห็น จนสมเด็จพระวันรัต (เฮง) เรียกไปสรรเสริญต่อหน้า 'แปลอย่างนี้เหมาะแก่สมัย' (หน้า 508-509)",
        "ทัศนะต่อพระพุทธโฆษาจารย์: วิสุทธิมรรค 'แต่งตามเค้าวิมุตติมรรค เพียงแต่เพิ่มเติมตัวอย่างที่เป็นท้องนิทาน...ไม่เห็นมีอะไรแปลก'; เรื่องเผาฉบับเดิม 'มันก็น่าเห็นใจนะ ถ้ามันมีอยู่ ๒ ฉบับแล้ว มันก็ค้านกันตายเลย' ปฏิเสธข้อหานักฉวยโอกาส 'ท่านอาจตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด' (หน้า 515-516)",
        "ทัศนะต่อพระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลไทย (๒๕ พุทธศตวรรษ): 'ยังมีส่วนที่เราไม่เห็นด้วย...แล้วก็เงียบ ๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องอำนาจ' แต่ใช้เทียบเคียงตลอด; สำนวนแปลแบบโรงเรียน 'ถ้าเขียนเป็นสำนวนปัจจุบันก็คงได้ แต่คงจะถือกันว่าไม่ขลัง ถ้าใช้สำนวนตลาด' (หน้า 507-508)",
        "ทัศนะต่อฟรอยด์: ทฤษฎีทุกอย่างมาจากเพศ 'มันก็จริงที่สุด แต่มันก็มีขอบเขตอยู่เพียงกามาวจรภูมิ...ฟรอยด์ไม่รู้เรื่องรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ไม่รู้เรื่องพระอรหันต์ คำพูดนั้นจึงถูกครึ่งเดียว' (รู้จักฟรอยด์ผ่านวารสารของสวามีสัตยานันทบุรี) (หน้า 578-579)",
        "ทัศนะต่อมากซ์: 'ไม่ค่อยได้อ่าน...พอรู้เค้าเงื่อนแล้วก็ตัดบทเลย' เหตุผล: 'มากซ์ไม่เคยศึกษาพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง...ไปจัดพุทธศาสนาไว้ในกลุ่มเดียวกับศาสนาอื่น'; โต้คำ 'ศาสนาเป็นยาเสพติด' — 'ศาสนาพุทธนี้ไม่เป็นยาเสพติด แต่กลับจะเป็นเครื่องปราบปรามยาเสพติด เช่นไสยศาสตร์' (หน้า 566-567)",
        "ทัศนะมหายานโดยรวม: 'ไม่ค่อยมีอะไรมาก หรือดีกว่าเถรวาท...ถึงจะได้อะไรมาจากมหายานก็ไม่ดีกว่าหรือเหนือกว่าที่เถรวาทมี' — วิเคราะห์ว่ามหายานขยาย ๒ ทาง: ทางต่ำเพื่อรักษาคนด้อยการศึกษาไว้ในวงพุทธ (สวดอมิตาภะ ๘ หมื่นครั้งไปสุขาวดี 'มันก็น่าเห็นใจ...น่าชมเชย') และทางสูง (มัธยามิกะ 'ก็สงเคราะห์เข้าในมัชฌิมาปฏิปทา'); เซนคือผู้ล้อเลียนตอบโต้มหายาน ('อมิตาภะคือจิตเดิมแท้...เซนจึงไม่มีเรื่องสวรรค์สุขาวดี') จุดเด่นเซน=ทำปัญญากับสมาธิควบคู่ 'ซึ่งมาเทียบเคียงดูเดี๋ยวนี้ เห็นได้ว่าระบบอานาปานสติสามารถรับหน้าเผชิญหน้ากับเซนได้'; ยกย่อง 'พระราชวิจารณ์มหายาน' ของ ร.๕ ถวายสมเด็จกรมพระยาฯ ว่า 'เขียนดีมาก...บางทีจะเห็นไปถึงกับว่าน่ากลัวมันจะมาครอบงำประเทศไทย'; ผู้จาริกจีน ๓ แบบ: ยวนฉ่าง=นักศึกษาแท้ ฟาเหียน=นักบันทึกประวัติศาสตร์ (แกม ๆ ไสยศาสตร์) อี้จิง=บันทึกการปฏิบัติ; ปรัชญาจีนอื่นอ่านนิดหน่อย (เหลาจื๊อ จางจื๊อ ขงจื๊อ — รวม 'ลัทธิของเพื่อน' ของพระยาอนุมานฯ); เคยตามพบพระญี่ปุ่นที่มาบวชที่วัดอรุณฯ โดยวานร้านถ่ายรูปญี่ปุ่นที่คุ้นเคยเป็นล่าม; บทสรุปวัยชรา: 'เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องการเถรวาท ไม่ต้องการมหายาน ต้องการคำพูดอะไรก็ได้ที่มันพิสูจน์ได้ว่าดับทุกข์ได้ก็พอแล้ว' (หน้า 521-531)",
        "ทัศนะสัทธรรมปฏิรูป (ธรรมะปลอม): ตัวอย่างชั้นคัมภีร์ = อาการวัตตสูตร (อิติปิโสวนไปวนมา — เห็นตั้งแต่ก่อนบวช 'อ่านเข้าไปสัก ๒-๓ ใบ โอ๊ย! ไม่ไหว') ชมพูบดีสูตร (ไม่มีในบาลี-อรรถกถาแต่เทศน์กันทุกวัด); กล้าชี้ว่าแม้ในพระไตรปิฎกเอง จันทิมสูตร-อาทิตยสูตร และสูตรแนวสัสสตทิฏฐิ 'น่าจะจัดไว้ในพวกสัทธรรมปฏิรูปด้วยเหมือนกัน' (หน้า 483-485)",
        "ทัศนะเชื้อชาติพระพุทธเจ้า (ความเห็นส่วนตัวที่ 'ไม่เหมือนใคร'): น่าจะพันธุ์ออสตราลอยด์ผิวเหลืองแบบชาวเนปาล ไม่ใช่อารยัน/มองโกลอยด์ — คึกฤทธิ์ได้ยินแล้วว่า 'บ้า อะไร ๆ ก็ให้เป็นไทยไปเสียทั้งนั้น'; บั้นปลายวางแล้ว 'พระพุทธเจ้าเป็นชาติอะไรก็ได้...รู้แต่ว่าสอนให้ดับทุกข์ได้อย่างไร' (หน้า 549)",
        "ทำ 'ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี' (ธรรมวิภาคนวกภูมิ) เป็นตัวอย่างตำรานักธรรมแนวใหม่ + เคยเสนอพระเถระให้มีการสอนธรรมะชั้นลึกเลยนักธรรมเอก — 'ท่านก็เห็นด้วย แต่มักจะลงเอยที่ว่าไม่มีคนสอน' (หน้า 330)",
        "ที่มา 'สำนวนสวนโมกข์': ไม่ชอบการแปลยกศัพท์ตามหลักสูตรที่ 'ชาวบ้านอ่านไม่รู้เรื่อง' — 'เราแปลแบบของเราจนเกิดสำนวนสวนโมกข์ขึ้น' (หน้า 203)",
        "ที่มาชื่อ 'พุทธทาส': ธรรมทาสตั้งชื่อตัวก่อน 'เราเห็นว่ามันว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ก็เลยเห็นว่ามันน่าจะชื่อพุทธทาส' — ใช้ครั้งแรกเขียนบทความวิพากษ์ศาสนาส่ง กรุงเทพเดลิเมล์ ก่อนตั้งสวนโมกข์ (เขาไม่ลง); ภายหลังยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจริงเป็นพุทธทาส แต่ทางกรุงเทพฯ ไม่อนุญาต อ้างว่า 'ลบหลู่พระพุทธเจ้า' (ธรรมทาสจดได้ก่อนนานแล้ว) (หน้า 184-185)",
        "ท่าทีต่อการเลิกสวนโมกข์: 'ผมสลัดทิ้งได้เหมือนถ่มน้ำลาย...แล้วแต่อิทัปปัจจยตา สวนโมกข์ที่มีอยู่ก็เลิกได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกได้ ถ้ามันต้องเลิก ไม่เดือดร้อน' (หน้า 320)",
        "ท่าทีต่อคริสต์ (วิวัฒนาการ): พื้นเดิมสังคมไทยเรียกหนังสือฝรั่งว่า 'หนังสือของมิจฉาทิฏฐิ' (เจ้าคุณวัดปทุมคงคายังถือ); ท่านเอง 'ไม่มีความรู้สึกว่าแข่ง แต่มีความรู้สึกว่าเลียนแบบ ถ้ามันเป็นวิธีการที่ดี' (เช่นโรงเรียนพุทธนิคม); ยุคตอบปัญหาบาทหลวงยอมรับว่า 'มันก็เกิดกิเลส ไม่ชอบขึ้นมา ก็เลยตอบชนิดที่ไม่มีทางเข้ากันได้ เพราะตอนนั้นผมมุ่งหมายพระเจ้าอย่างบุคคลเท่านั้น' → ภายหลัง 'มีพระเจ้า ๒ องค์ พระเจ้าอย่างบุคคล กับพระเจ้าอย่างธรรมะ (กฎธรรมชาติ)' ไปพูดประสานความเข้าใจให้โปรเตสแตนต์เชียงใหม่; ศาสนาสากล: 'ถ้าจะมีศาสนาสากลก็คืออยู่ร่วมกันหมด...ต้องทรงไว้ทุกศาสนา สำหรับคนทุกแบบ ทุกรูป ทุกระดับ' (หน้า 557-561)",
        "ท่าทีต่อพระไตรปิฎก: 'แต่ก่อนเราก็เชื่อว่าพระไตรปิฎกแตะต้องไม่ได้ ครั้นมาถึงเดี๋ยวนี้...ไม่ถือเอาสักว่ามีในพระไตรปิฎก ต้องมองเห็นความดับทุกข์ได้จึงจะถือเอา'; เหตุที่เห็นว่าวินัย-อภิธรรมมีส่วนแต่งเติม: วินัยมี 'สมมติตัวอย่างคดี' มากเกินจำเป็น, อภิธรรม 'เรื่องที่ต้องไปเทศน์กันบนสวรรค์นั่นยิ่งไม่ไว้ใจ' และหัวข้อแรก ๆ หาพบในสุตตันตะอยู่แล้ว; หลักฐานจากสมันตปาสาทิกา: เดิมไม่มีคำว่าปิฎก มีแต่นิกาย ๕ (หน้า 490-492)",
        "ท่าทีต่อยศศักดิ์: กลอน 'เป็นหลวงตาดีกว่าเป็นเจ้าคุณ' เขียนทีหลังใต้ภาพรับพัดยศ ('ภาพที่เผยแพร่ไม่ได้ มันอวดดี'); พระนาคเสนเคยชวนเป็นผู้นำคืนพัดยศ — ท่านว่า 'คิดแบบนี้มันบ้า...ในโลกนี้ต้องมีเรื่องสมมติ'; เหตุผลรับ: 'ถ้าเป็นเจ้าคุณ เวลาพูดอะไรมันก็มีคนฟังมากกว่า' (หน้า 401-402)",
        "ธรรมะที่ใช้มากที่สุดในชีวิต: โยนิโสมนสิการ — 'ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็โยนิโสมนสิการ...ฉลาดขึ้นมาก็เพราะเหตุนี้'; จัดตัวเองเป็นพุทธิจริต 'ชอบสนุกกับการคิดการนึก การใช้ปัญญา'; ไม่มีเข็มชีวิตแต่แรก 'เปะปะมา บวชแล้วมาพบธรรมะเข้า พอใจ'; เรื่องโลก ๆ 'ลองสัก ๑๐% จะไม่ถึง แต่มันรู้หมดเลยว่ามันเช่นนั้นเอง แค่นั้นเอง' (หน้า 611-612)",
        "ธุดงควัตร-อยู่ต่ำสุด: หลัก 'มีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ต่ำสุดคือต่ำไม่ได้อีกแล้ว เรื่องกินอยู่นุ่งห่ม — หกล้มไม่ได้อีก เหลือแต่จะขึ้นไปเท่านั้น' (สูงด้วยกิเลสเดี๋ยวก็พังโครมลงมา); ไม่ต้องปรับตัว 'สมัครอย่างนั้นเลย เราตั้งเอาเอง ไม่ได้ทำในอาณัติของใคร'; นอนอย่างต่ำสุด 'บางทีก็มีเสื่อ บางทีก็ไม่มี หนุนหมอนไม้ รองด้วยสังฆาฏิพับ มุ้งไม่มี เว้นแต่เจ็บไข้'; เดินเท้าเปล่าจนหนังเท้าหนา (ที่สวนโมกข์ไม่หนาเพราะทรายนิ่ม 'ถ้าเดินธุดงค์ตามทางรถไฟจะต้องหนาปึก'); **ไม่เคยออกจาริกธุดงค์แบบที่เขาทำ**: 'เดินอยู่แต่ในสวนโมกข์ เพราะพอมาเริ่มงานเข้า มันอยากจะทำแต่หนังสือ' เคยนอนเล่นชายหาดที่คันธุลี (ท่าชนะ สุราษฎร์ฯ) เป็นคราว ๆ; แต่ถือธุดงค์โดยพฤตินัย 'ใช้จีวรเท่านั้น ฉันอาหารเท่านั้น บิณฑบาตเป็นวัตร ตามลำดับบ้าน ล้วนแต่เป็นธุดงค์ แต่ไม่ได้สมาทาน ไม่อยากทำให้มันเกิดเป็นเรื่อง'; วาทะสำคัญ: **'ทำวิปัสสนาโดยที่มีปากกาอยู่ในมือ ไม่มีแบบ ไม่มีพิธี...แต่เชื่อว่าทุกคนทำได้'** (หน้า 656-661)",
        "นามปากกาที่ใช้เขียนในหนังสือพิมพ์พุทธสาสนายุคแรก (ท่านเล่าเอง หน้า 243): 'พุทธทาส' เขียนเรื่องธรรมะโดยตรง",
        "นามปากกาเพิ่มเติม: 'ข้าพเจ้า' เขียนเรื่องแง่คิดขำ ๆ และ 'นายเหตุผล' แกล้งเขียนค้านพุทธศาสนา 'ให้ผู้อ่านนึกคิดในทุกแง่ทุกมุม...ให้คนอื่นได้วินิจฉัย' (คุณสด กูรมะโรหิต และท่านบุญชวนเขียนตอบเข้ามาโดยไม่รู้ว่าเป็นท่านเอง); ที่ถูกด่าเรื่อยคือ อินฺทปญฺโญ กับ ธรรมโยธ — 'นามพุทธทาส ไม่เคยถูกด่า' มีคนเขียนมาให้ 'ปลดอินฺทปญฺโญออกจากกองบรรณาธิการ' (หน้า 242-244)",
        "นิยามความเคร่ง: 'คำว่าเคร่งมันกำกวม ๒ ความหมาย — เคร่งในอุปาทานเป็นบ้าก็ได้ เคร่งด้วยสติปัญญามันก็พอดี มัชฌิมาปฏิปทาคือหลักเกณฑ์ของการเคร่ง เคร่งส่วนใหญ่มักจะอวดตน เคร่งเพื่ออวดคน ที่เคร่งเพื่อให้กิเลสหมดเร็วนั้นมีน้อยมาก' (หน้า 669)",
        "นิสัยการอ่าน-จดโน้ต: 'อ่านลวก อ่านหยาบ อ่านเอาแต่ใจความ' ไม่ขีดเส้นใต้ (ต่างจากหนังสือคุณกวงที่ขีดเกือบทุกบรรทัด); เคยทำบัตรคำธรรมะอยู่พักหนึ่งแล้วเลิก 'ทำอะไรไม่จริงด้วยผมน่ะ ไม่เคยมีความอดทน แต่ความคิดน่ะมี' เคยคิดทำบัญชีเรื่องในพระไตรปิฎก บัดนี้ 'ความคิดมันเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว เรื่องจะดับทุกข์อย่างไรเท่านั้นเอง' (หน้า 599-600)",
        "น้ำปานะสวนโมกข์เก่า: ระยะยาว = ใบชุมเห็ดผิงไฟต้มใส่น้ำตาลทรายแดง (สมัยนั้นปี๊บละ ๓ บาท) บางสมัยมีน้ำลูกหว้าคั้น (บ้านนี้เรียกลูกเขรียง) มะขามป้อม ลูกจัน 'มีกฎเกณฑ์ที่ว่าแล้วแต่มันจะมี'; เกร็ดฉันนอกวัด: สมัยสวนโมกข์เก่าเคยพากันไปฉันริมทะเล ลงเรือไปฉันในทะเล ไปนั่งล้อมหนองบัวให้เด็กถอนบัวมาจิ้มน้ำพริก 'รู้สึกไม่ถูกต้องตามวินัยนัก...มันสนุก เปลี่ยนอากาศ'; มาสวนโมกข์ใหม่ไปฉันที่คลองปากด่านเกือบทุกวันช่วงซ่อมคลอง; ตอนอบรมธรรมทูตพาไปฉันโรงนาพี่ข้อง 'ให้บรรยากาศคล้ายครั้งพุทธกาล' (หน้า 668)",
        "ปณิธาน ๓ ข้อ (เข้าถึงหัวใจศาสนาของตน/เข้าใจระหว่างศาสนา/เข็นโลกออกจากวัตถุนิยม) เพิ่มเข้ามาภายหลัง ต่อยอดเจตนารมณ์เดิม ๓ แขนง (หน้า 207)",
        "ปณิธาน ๓ ข้อ ประเมินเอง: 'ทำมาทั้ง ๓ ข้อ ได้ผลด้วยกันทั้ง ๓ ข้อ แต่ไม่มีข้อไหนถึงที่สุด — มันยากพอ ๆ กัน'; งานที่ได้ผลน้อยกว่าคาด = คำสอนสุญญตา/อนัตตา ('ประชาชนเข้าใจไม่ได้...คนที่รู้แล้วไม่ยอมรับ เอาไปล้อก็มีเยอะ แต่ถึงอย่างไรมันก็ก่อหวอดตั้งตัวติดแล้ว เรื่องความว่าง') ทั้งที่หนังสือแนวนี้กลับขายดีผิดคาด; ส่วนที่ได้ผลเกินคาด เช่นปาฐกถาที่กรุงเทพฯ 'ไม่เคยประเมินผล แต่รู้ว่ามันได้ผลมากเกินคาด' (QA หน้า 704-705)",
        "ประกาศไม่ยอมมีลูกศิษย์: 'ไม่เคยจะให้เป็นลูกศิษย์...แต่ทำอย่างเพื่อนมนุษย์'; ยอมรับว่าตนไม่เคยมีครูฝึกจริงจัง และ 'มุ่งความสำเร็จของงานมากกว่าให้ความสนใจตัวบุคคล' — คนใกล้ชิดจากไปก็ไม่อาลัย 'เหตุปัจจัยอย่างไรก็ไปอย่างนั้น' (หน้า 396-398)",
        "ปรัชญาต่อเสียงรบกวนเมื่อถนนใหญ่ตัดผ่าน: 'ต่างฝ่ายต่างต้องยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตนคนละครึ่ง...หลักของผมไม่ใช่ว่าให้เงียบกริบ...เรามีจิตใจที่ไม่หวั่นไหวไปตามเสียงนั้น มันก็คือสงัด' (หน้า 311)",
        "ป่วยหนักกลับจากโรงพยาบาล (๒๕๑๘) จึงย้ายมาพักห้องเล็กปัจจุบันที่มีห้องน้ำในตัว (หน้า 306)",
        "พรรษาแรกนั่งเขียนอ่านคัดลอกมากจนเป็นโรคกระษัย (โรคไต) แก้ด้วยการให้เด็กเหยียบหลังและยาแผนโบราณต้มกิน (หน้า 101)",
        "พัฒนาการสมาธิ (บทจิตสิกขา): เริ่มฝึกจริงจัง 'ช่วงแรก ๆ มีสวนโมกข์...ฝึกไปพลางค้นไปพลาง ค้นพระไตรปิฎก มันเลยทำสมาธิอยู่ในตัว ในการคิด ในการค้น เหมือนกับทำวิปัสสนาเลย'; ระยะหลังนั่งสมาธิเงียบ 'กลายเป็นทำเพื่อพักผ่อน' ส่วนวิปัสสนา 'ทำเมื่อจะหาเรื่องไปพูดให้เขาฟัง มีได้แม้ขณะนั่งคุยกับแขก — แต่พระอาจารย์ทั้งหลายตามแบบวิปัสสนาเขาคงไม่รับรอง'; อ้างว่ารู้จักสมาธิจากการสังเกตเอง 'ก่อนพบหลักในพระบาลีด้วยซ้ำ' (ปริสุทโธ สมาหิโต กัมมนีโย) และ 'ผมมีพรสวรรค์ในเรื่องสมาธิตามธรรมชาติ' (หน้า 672-676)",
        "พิธีของสวนโมกข์ (ปีใหม่/วิสาขะ): 'มันทำเพื่อชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีอะไรทำ...ถ้าว่ามันไม่ค่อยมีแรงมันก็เบื่อ ไม่ต้องทำก็ได้ ทำเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ — โพธิสัตว์มีหน้าที่ทำให้ผู้อื่นสบายใจ' (คำตอบสุดท้ายของบทสัมภาษณ์ทั้งเล่ม, หน้า 712)",
        "พื้นภูมิการอ่านยุคเรียนบาลี: ธรรมจักษุ (อ่านแต่แรกบวชจากตู้หนังสือวัดใหม่ ศึกษาพระสูตรแปลจากที่นี่) รวมเทศน์เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วิสุทธิมรรคแปลไทยชุด ๖ เล่ม กามนิตใน ไทยเขษม งานเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กาญจนาคพันธ์ ดวงประทีปของหลวงวิจิตรฯ; นักเขียนเด่น ๔ คนยุคนั้น (น.ม.ส. หลวงวิจิตรวาทการ พระองค์วรรณฯ ครูเทพ) — ท่านกับธรรมทาส 'ชอบสำนวนครูเทพมากที่สุด' (หน้า 140-143)",
        "พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์: นิยามส่วนตัวตั้งแต่ ~๒๔๗๕ 'ถ้าเป็นเรื่องพิสูจน์และทดลองก็เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องการคำนวณละก็เป็นเรื่องปรัชญา' (สอดคล้องกาลามสูตร — ห้ามตรรกเหตุ นยเหตุ); บริบทยุคนั้นคำว่าวิทยาศาสตร์ในไทยแปลว่า 'ของปลอม' ('ทองวิทยาศาสตร์'=ทองปลอม พระเถระผู้ใหญ่เกลียดคำนี้) — การเสนอ 'ธรรมะเป็นวิทยาศาสตร์' จึงทวนกระแส; หลักส่วนตัว: 'เรียนธรรมะออกไปหาวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรียนวิทยาศาสตร์เข้ามาหาธรรมะ'; อิทัปปัจจยตา 'เป็นกฎวิทยาศาสตร์...พระสงฆ์ควรจะรู้อย่างยิ่ง'; จุดอ่อนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน: 'ไม่มองในเรื่องดับทุกข์ในจิตใจของคนเสียเลย...เป็นอุปกรณ์ส่งเสริมกิเลส'; วิสัยทัศน์ล้ำยุค: เสนอว่าเคมี-ประสาทวิทยาอาจผลิต 'ยากินเพื่อบรรเทาโลภะ โทสะ โมหะ...ให้โกรธไม่ได้ ผมคิดว่าทำได้' แม้ชั่วคราวก็ยังดี ('แต่ถึงจะทำยาชนิดนี้ขึ้นมาไม่มีใครซื้อแน่ เพราะเขาต้องการสิ่งที่ส่งเสริมกิเลสทั้งนั้น'); พุทธ=ศาสนาไม่มีพระเจ้าจึงเป็นวิทยาศาสตร์ได้ 'ศาสนาที่มีพระเจ้าไม่มีทางเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะอะไร ๆ ก็แล้วแต่พระเจ้า ซึ่งมีอารมณ์อย่างบุคคล' (หน้า 567-574)",
        "ภาพธิเบตในโรงหนัง ๒ ภาพ: ยักษ์ปฏิจจสมุปบาท (ระบิลก๊อปปี้จากผ้าแพรของจอห์น โบลเฟลด์) และภาพวิปัสสนาญาณที่ทะไลลามะให้ไว้เมื่อมาเยี่ยมสวนโมกข์ (หน้า 532)",
        "ภารตวิทยา-เวทานตะ: ศึกษาจริงจังยุคสวามีสัตยานันทบุรีเข้ามาสมัย ร.๗; วิเคราะห์จุดแยกพุทธ-ฮินดู: เวทานตะไม่ละอัตตวาทุปาทาน ('เขาต้องการให้อาตมันนั้นแหละเป็นผู้ได้') จึงจัดอริยบุคคลเทียบกันไม่ได้เลย — แม้สวามีเรียกเวทานตะว่า 'บ่อเกิดแห่งมติพุทธศาสนา'; อธิบายปมบาลีที่คนงง: คำอธิบายละสักกายทิฏฐิ (โสดาบัน) กับละอัตตวาทุปาทาน (อรหันต์) 'เหมือนกันทุกตัวอักษร' ต่างที่ระดับ (หน้า 532-537)",
        "มติเรื่องพระกับบุหรี่-ยาเสพติด (ยืนยันไม่เปลี่ยน): 'แม้แต่บุหรี่ยังเลิกไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไร กัมมัฏฐานภาวนาจะทำได้อย่างไร' และตอบตรงว่าพระอาจารย์ที่ทำกัมมัฏฐานแต่ยังสูบ 'นั่นแหละคือข้อที่ผมไม่นับถืออาจารย์บางรูป'; หลักเบื้องหลัง: 'ถ้าไม่มีประโยชน์แล้วต้องละ ทุกคนต้องละ ไม่ยกเว้นใคร — ในทางจิตใจไม่มีอะไรเล็กน้อย ของเล็ก ๆ เป็นเครื่องวัดว่าคนนี้ถือหลักหรือไม่'; ส่วนของเล่น-การพักผ่อน 'ต้องมี แต่ต้องพิสูจน์ว่าไม่มีโทษ ฤษีมุนีต้องเล่นฌาน บาลีเรียกฌานกีฬา เป็นพระอรหันต์ก็ยังเล่นฌาน' (หน้า 669-671)",
        "มองย้อน: 'ไปหาพระธรรมที่อินเดียเป็นเรื่องบ้า ต้องหาในตัวเรา' (หน้า 166)",
        "มิตรภาพ: ยอมรับว่าเพื่อนคุยความในใจ 'ไม่ค่อยจะมี เพราะเรามันทะนงตัวเกินไป' แต่เพื่อนตายแทนกันได้มี — ตัวอย่างคือพระครูสุธนฯ (หน้า 432)",
        "มีคนชื่อพ้องที่ถูกเข้าใจสับสนบ่อย: พุทธทาส หิริวิชัย ฆราวาสลังกาในอเมริกา และพุทธทัตตะ ชาวลังกาผู้มีชื่อใน Encyclopaedia Britannica (เคยพบกันฉันข้าวร่วมกันที่มัทราส อินเดีย) (หน้า 185-186)",
        "ยกให้อานาปานสติ ๑๖ ขั้น 'วิเศษที่สุด — ฝึกหมดจะมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสมบูรณ์ที่สุด'; และเสนอ **'วิปัสสนาระบบลัดสั้นแบบยุคปรมาณู'** ของตัวเอง (คลุกศีล-สมาธิ-ปัญญา-สติ-สัมปชัญญะรวมในอิริยาบถนั้น ๆ ไม่ต้องแยก ๑๖ ขั้น แล้วมันจะเป็น ๑๖ ขั้นเองโดยอัตโนมัติ) 'แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้'; แรงจูงใจเบื้องหลัง: 'ความคิดที่รุมอยู่ในจิตใจของผมอยู่เสมอ คือหาวิธีที่ง่ายสำหรับเพื่อนมนุษย์ในการปฏิบัติธรรม จึงอธิบายอะไรออกมาแปลก ๆ หลายคนเลยเห็นว่าผิด เห็นว่านอกศาสนาก็มี' (หน้า 684-686)",
        "ยอมรับข้อปฏิบัติเฉไฉของวงการสงฆ์ที่ตัวท่านก็อยู่ในนั้น: เรื่องเงินทอง และ 'แม้แต่เรื่องจีวรก็ผิดวินัยทั้งนั้น จีวรนี้มันใหญ่เท่าจีวรสุคตหรือใหญ่กว่าเสียแล้ว'; เกร็ดรองเท้า: เคยไม่สวมรองเท้าไปบ้านหมอตันม่อเซี้ยง 'คันเกือบตาย น้ำลายทั้งนั้นที่พื้น' จึงถือหลักสวมได้โดยจัดตัวเป็นผู้ป่วย; อทินนาทาน ๕ มาสก = ทองคำหนักเท่าข้าวเปลือก ๕ เม็ด การถือเท่าบาทไทย 'ยิ่งดีเสียอีก ถือให้มันเล็กเข้ามา'; คติ 'ปาปมุตตะ/พ้นจังไร' ของพระผู้เฒ่า (แบบตาหลวงมิน) = ปาปมุตตะโดยสมมติ ไม่ใช่ปาปมุตตะแท้ของพระอรหันต์; เดรัจฉานกถา: พูดเรื่องบ้านเมืองได้ถ้า 'สนทนาในฐานะบริวารเรื่องอริยสัจ...แต่บ้าการเมือง สนทนาแต่เรื่องการเมืองก็ใช้ไม่ได้' (หน้า 637-640)",
        "ยุคคลั่งงานหนังสือเคยทำวันละ ๑๘ ชั่วโมง สนุกกับการคิดคำใหม่ ('ตัวกูของกู', 'กิน กาม เกียรติ', 'สะอาด สว่าง สงบ') (หน้า 327)",
        "ยุคแรกเด็กพุมเรียงเรียก 'พระบ้ามา ๆ' แล้ววิ่งหนี เพราะเห็นแปลกที่อยู่-บิณฑบาตคนเดียว (หน้า 213)",
        "ร้านหนังสือประจำในกรุงเทพฯ: ร้านสี่กั๊กพระยาศรี (หน้าร้านเขียน 'มาดีไปดี') ชอบซื้อ National Geographic ไร้ปกราคาถูกไว้ดูรูป; ไม่เคยสั่งหนังสือจากต่างประเทศเอง — ธรรมทาสเป็นคนสั่ง (หน้า 600)",
        "วรรณกรรม: เช็คสเปียร์อ่าน ๓ เรื่องฉบับแปล ร.๖ (จำสุภาษิตเวนิสวาณิช 'เขาช่างสอนจริงหนอไอ้ขอทาน แล้วสอนให้คัดค้านคนช่างสอน'); นิยายไทยก่อนบวช 'อ่านเกือบทุกเรื่องเท่าที่ผ่านมา' (ดอกไม้สด สันต์ เทวรักษ์); กอร์กีเคยอ่านบ้าง ศรีบูรพาผ่าน ๆ (หน้า 582)",
        "วัยเด็ก: ค่อนข้างอ่อนแอ (บวชแล้วจึงแข็งแรงขึ้น); 'เป็นคนทะลึ่งไม่กลัวผี ไม่เชื่อผี ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น'; ได้ความรู้ยาแผนโบราณจากชีวิตเด็กวัด (ยากระทุ้ง/ยาเขียว); วัยหนุ่ม: ช่วยโยมค้าขายจนเป็น 'ผู้จัดการ' กิจการบ้านแทนมารดาจนอายุครบบวช เกเรสุดแค่ขโมยดอกกุหลาบข้างรั้ว; การอ่านก่อนบวช: บ้านเป็นร้านขายหนังสือ — จักรๆวงศ์ๆ, งานแปลฝรั่ง (โซไรดา, พันหนึ่งทิวา), งานเทียนวรรณ และ ก.ศ.ร.กุหลาบ (รับประจำปีละบาท) + อาส่งหนังสือแปลกใหม่จากกรุงเทพฯ; บวชตามประเพณีโดยญาติผู้ใหญ่ปรึกษากัน ไม่มีใครสั่งตรง (QA หน้า 48-80)",
        "วาทะวิจารณ์อภิธรรม (สรุปจาก 'อภิธรรมคืออะไร'): อภิธรรมปิฎกเพิ่มเข้ามาทีหลังหลายยุค 'ในเมืองไทยเรามีการโฆษณาให้คนหลงใหล...กลายเป็นเรื่องงมงาย'; 'อภิธรรมรังหนู' = เจ็ดคัมภีร์ผูกใบลานที่สร้างอุทิศคนตายจนล้นเพดานกุฏิให้หนูกิน; 'อภิธรรมเม็ดมะขาม' = การเรียนนับจิตกี่ดวงตามอภิธัมมัตถสังคหะแบบพม่า; 'ฝรั่งเขาเรียกอภิธรรมปิฎกว่าเมตาฟิสิกส์...ถ้าไปสนใจแบบนั้นก็ไม่สนใจสุตตันตะซึ่งจะดับทุกข์ได้ คล้าย ๆ กับเฮโรอีน'; สายยุบหนอพองหนอ 'ปฏิบัติตามหลักในสุตตันตะ แต่อ้างเอาอภิธรรมเป็นเครดิต จับแพะชนแกะ เพราะในอภิธรรมปิฎกไม่มีแนวในการปฏิบัติ'; ย้ำเจตนา 'ไม่ใช่จะล้มล้างกัน แต่เพื่อให้คนหันมาสนใจการปฏิบัติแบบสุตตันตะ' (หน้า 510-511)",
        "วิจารณ์คำแปลฝรั่ง: 'สุวโจ' ฝรั่งแปลว่าพูดดี ที่ถูกคือ 'ว่าง่ายสอนง่าย'; 'สพฺพกายปฏิสํเวที' ต้องแปล all (ทุกกาย — กายเนื้อ+กายลม) ไม่ใช่ whole body (หน้า 469-470)",
        "วิจารณ์ตะวันตก: ประเด็นหลักคือ 'ตามก้นฝรั่ง' — 'วัฒนธรรมฝรั่ง...ไม่สอนให้บังคับตัวเอง...เป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับพุทธศาสนา' แต่ 'ไม่มีแผนการต่อต้าน' พูดเฉพาะเมื่อขัดขวางการเผยแผ่ธรรม; เหมารวมเรื่องอัตตา: 'นอกจากพุทธแล้วมันก็เป็นเรื่องอัตตาในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ' (หน้า 563-565)",
        "วิธีติดตามสังคม: ฟังวิทยุข่าวเป็นรายการประจำ ('ข่าวโดยตรงของสถานีประเทศไทย ข่าวโดยอ้อมของสมหญิง') เคยฟังวิทยุปักกิ่ง-บีบีซี-ญี่ปุ่น 'ฟังสนุก ๆ'; ยุทธศาสตร์เดียวต่อสังคม: 'มองสังคมว่าขาดศีลธรรม จะให้ศีลธรรมกลับมา — ต้องใช้คำว่ากลับมา เพราะมันเคยมี แล้วมันหายไป'; สรุป ๕๐ ปี: 'ในทางศีลธรรมไม่เห็นดีขึ้น ในด้านความรู้ ด้านหลักวิชาดีขึ้นมาก ความเลวร้ายทางศีลธรรมมากขึ้น' (หน้า 584-585, 598)",
        "วิธีทำงานเขียน: พิมพ์ดีดเลยไม่ร่างด้วยปากกา วางพล็อตในใจ ทำกลางวัน (กลางคืนอ่านค้นคว้า) เรื่องยุ่งยากค้น Encyclopaedia Britannica; ไม่ตรวจปรู๊ฟเลยตลอดเวลา 'เพราะว่าไว้ใจบรรณาธิการ' (หน้า 245-247)",
        "วิธีรู้เท่าทันอารมณ์เมื่อผัสสะ: 'ไม่ใช่เวลาสำหรับคิด — มันเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ' ต้องเป็นความรู้อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตาที่ทำวิปัสสนาไว้ก่อนแล้ว 'สติระลึกถึงความรู้ที่เคยมีมา เอามายันเข้ากับอารมณ์' รับอารมณ์เป็นวิชชาสัมผัส สักว่าธาตุตามธรรมชาติ; สิ่งที่ระลึก 'เรียกว่าญาณ หรือปัญญา ไม่ใช่ความคิด — ถ้าความคิดมันทำอะไรไม่ได้' (หน้า 677-678)",
        "วิปัสสนูปกิเลส-ญาณ: ตัวท่าน 'ไม่เคยถูกหลอกจนถึงจะเรียกว่าอย่างนั้น' แต่ยอมรับแบบเบา ๆ (ทำสมาธิเป็นสุขจนไม่อยากทำวิปัสสนาต่อ 'มีสิทธิที่จะเป็นอย่างนั้น'); ชี้ว่าวิปัสสนูปกิเลส/วิปัสสนาญาณ ๙/ญาณ ๑๖ 'ไม่ใช่พุทธภาษิต เป็นคำอธิบายอรรถกถาชั้นหลัง' (ญาณ ๑๖ ที่ชอบอ้างกันนัก 'ไม่มีในพุทธภาษิต' สมบูรณ์ในวิสุทธิมรรค; พม่าประกวดกันแต่งหนังสือ องค์เด่นคือมหาสีสยาดอ) และของจริง 'มันแวบเดียวผ่านไปทั้ง ๙ อย่าง'; 'ความรู้ที่เรียนมาอาจจะนำจิตไปเสียตามที่เรียน เป็นญาณด้วยการเรียน มิใช่การปฏิบัติ' (หน้า 693-694)",
        "วิวัฒนาการเรื่องลำดับไตรสิกขา: ตามรอยพระอรหันต์ยังเรียงศีล-สมาธิ-ปัญญาตามธรรมเนียม (ธุดงค์แทรกระหว่างศีลกับสมาธิ) — ภายหลังเห็นว่า 'ในการปฏิบัติจริงต้องให้ปัญญานำหน้า ตามหลักอัฏฐังคิกมรรค'; ชี้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสย่อ ๒ คำ 'สมถะและวิปัสสนา' บ่อยมาก (ศีล-ธุดงค์รวมในสมถะ) (หน้า 516-517)",
        "วิวาทะ 'สงฆ์เผด็จการ' (คำที่เคยถูกตีความผิด): ท่านหมายถึง 'การกระทำชนิดที่เฉียบขาดหลังจากสงฆ์ตัดสิน...เป็นอำนาจอันชอบธรรมเพราะมาจากการตัดสินใจของหมู่คณะ เฉียบขาดโดยธรรมวินัย' ไม่ใช่เผด็จการบุคคล (หน้า 595)",
        "วิเคราะห์ตนเอง: อุดมคติมาจาก 'ความบังเอิญหลาย ๆ อย่าง...มันถูกบีบบังคับให้อยู่ไม่ได้ที่กรุงเทพฯ' + นิสัย 'อยากทำอะไรให้ดีกว่าที่เขาทำ ๆ กัน เรียกว่าอวดดีโดยไม่เจตนา' ไม่ใช่การสืบสายจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ หรือเทียนวรรณ (หน้า 166-168)",
        "ศิลปะการคุยของคนแก่ที่ท่านรับช่วง: ชอบฟังคนแก่คุยจนตัวเองแก่กว่า 'เลยกลายเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดให้เขาฟัง'; สำนวนที่รับมาใช้ต่อ: 'นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ'",
        "ศีลในทัศนะท่าน: ยังถือคติใน ตามรอยพระอรหันต์ ว่า 'ความทุศีลภายในใจ แม้รู้แต่คนเดียว เป็นข้าศึกอย่างแรงต่อสมาธิ'; ศีลชั้นปฏิบัติจริง = 'เจตนาที่จะทำสมาธิก็คือศีล...ศีลคือการเพ่ง ควบคุมให้มีการเพ่งจิตอยู่ในความถูกต้องเสมอ' ไม่ใช่ตัวสิกขาบท; เคยเขียนความคิดชั่วขณะเรื่องแก้ไขจำนวนสิกขาบทในปาฏิโมกข์ ('บัดนี้เราควรแก้ไขตัดทอนเพิ่มเติมจำนวนสิกขาบทที่สวดกันหรือไม่') อธิบายภายหลัง 'ผมมันมีความคิดอิสระหน่อย...แต่เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเพื่อนไม่ยอม' ไม่ได้คิดเปลี่ยนกฎเถรวาท/มติสังคายนาครั้งแรก (หน้า 633-634)",
        "สันนิษฐานประวัติพระไตรปิฎก: จำมุขปาฐะถึงสังคายนาลังกาครั้งที่ ๕ จึงจารึกทั้งหมด (แต่ท่านเชื่อว่าคงเขียนบ้างแล้วตั้งแต่ครั้งที่ ๓); เคยพบพระพม่าผู้ทรงจำพระไตรปิฎกทั้งหมดที่ฉัฏฐสังคายนา ('บอกให้กล่าวสูตรไหนก็ว่าได้หมด...ยังมาหาผมที่ที่พัก ถวายรองเท้ามาคู่หนึ่ง'); พระพุทธโฆษาจารย์เผาเฉพาะอรรถกถาเดิม ไม่เคยเผาพระไตรปิฎก; พม่าสลักหินอ่อน ~๘๐๐ แท่งที่มัณฑะเลย์ 'เพื่อว่าไฟจะไม่ไหม้'; เทียบมหายาน: 'สูตรที่แต่งใหม่ทั้งนั้น' เว้นชั้นขุททกนิกายที่มีร่วมกัน (คุณเลียง เสถียรสุต สอบดู); การนับครั้งสังคายนาแต่ละประเทศไม่ตรงกัน 'ต่างคนต่างก็มีเครดิตของตัวที่จะนับ' (หน้า 498-503)",
        "สัมมาสังกัปปะในทัศนะท่าน: อย่าตั้งเจตนาเอาเอง 'ขอให้มันเป็นไปตามอำนาจของสัมมาทิฏฐิ'; ความถูกต้องมี ๑๐ องค์ (มรรค ๘ + สัมมาญาณ + สัมมาวิมุติ ๒ อย่างหลังเป็นผล); ฆราวาส/พระโสดาบันครองเรือน: 'ไม่ครองเรือนเพื่อกามตัณหา แต่ครองเรือนเพื่อสืบพันธุ์บริสุทธิ์' ต้องแยกกามคุณกับการสืบพันธุ์ ยกปฐมบัญญัติพระสุทินเป็นตัวอย่าง 'เจตนาไม่ใช่เพื่อกามคุณ เจตนาเพื่อให้แม่ได้มีพันธุ์ — เรื่องของจิตมันลึกซึ้ง พูดอะไรง่ายโดยส่วนเดียวไม่ได้' (QA หน้า 630-632)",
        "หนังสือที่พอใจที่สุด = 'อริยสัจจากพระโอษฐ์' ('ฝากไว้เป็นอนุสาวรีย์ในโลกได้') รองมาชุดปรมัตถธรรม; แนะผู้เริ่มต้นให้อ่าน 'บรมธรรม' กับ 'ฆราวาสธรรม' (หน้า 345-346)",
        "หลักการศึกษา: ถือคัมภีร์ชั้นพระบาลีเหนืออรรถกถา ('เรื่องที่แน่นอนเด็ดขาดชัดแจ้งมันมีอยู่ในชั้นบาลี') — วิเคราะห์ว่าระบบเรียนไทยให้เรียนอรรถกถาเพื่อไปอ่านบาลีเอง 'แต่แล้วมันก็ตายด้าน หยุดอยู่เพียงแค่นั้น'; วิธีค้น: 'ไม่ได้อ่านทุกตัว แต่ว่าเปิดทุกใบ' — ตลอด ๕๐ ปีเปิดหลายรอบ ทุกครั้งที่ทำชุดจากพระโอษฐ์เล่มใหม่ต้องเปิดใหม่หมด; นิกายที่ใช้มากสุด: มัชฌิม+สังยุตต ('เรื่องพอดี ๆ กับประชาชน') อังคุตตรรอง ทีฆน้อย; อภิธรรมเปิดหยาบ ๆ ใช้ทำเชิงอรรถ; ติดขัดไม่มีใครปรึกษา 'อยู่ที่สวนโมกข์หาคนปรึกษายาก พยายามดิ้นรน...ตีความไม่แตกก็เก็บไว้ก่อน บันทึกไว้ก่อน ต่อมาก็ค่อย ๆ รู้' (หน้า 480-488)",
        "หลักคบมิตร: 'ไม่เคยขอร้องใครเพื่อความเป็นมิตร พยายามแต่ทำตัวให้ดี ให้น่าไว้ใจ ให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น...เราก็ไม่เคยผิดหวังเรื่องมิตร เพราะเราไม่ได้หวังอะไร' ถึงกับ 'ต้องควบคุมไม่ให้เกิดมิตรจนเหลือกำลังที่จะทำหน้าที่รักษาความเป็นมิตร' (หน้า 430-431)",
        "หลักตอบจดหมาย: ยุคแรก 'เลือกตอบเฉพาะคนที่ผูกพันกันอยู่' ประเมินว่างานจดหมายกับงานเขียนลง พุทธสาสนา ๒๐ ปี 'คงพอ ๆ กัน สาระก็ไม่แพ้กัน'; บั้นปลายไม่ตอบเกือบทั้งหมด แม้ครู/นักโทษเขียนมาขอหนังสือ 'ทำไม่ไหว อย่างอื่นสำคัญกว่า หมดแรงแล้ว' และไม่ตั้งใครทำแทน 'ทำไม่ตรงกับเรา' (หน้า 706-707)",
        "หลักปกครองวัด: 'เกือบจะไม่มีหลักอะไร...อยากจะให้เป็นแบบครั้งพระพุทธเจ้า ไม่ต้องมีคำว่าปกครอง ให้ทุกคนรู้สำนึกในหน้าที่' ไม่มีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์ (หน้า 383)",
        "หลักปฏิบัติเกี่ยวกับสตรี: ถือตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ — ขั้นต้นไม่ติดต่อ ไม่ดูไม่แล ถ้าจำเป็นต้องติดต่อต้องมีสติสัมปชัญญะเต็มที่ ขั้นมีหน้าที่สอนสตรี 'ถ้าเชื่อตัวเองว่าทำได้โดยไม่เสียหายก็เอา ไม่แน่ใจก็อย่าเกี่ยวข้อง'; ตัวท่าน 'มากเท่าที่จะทำได้ ผมไม่ชะล่าใจ กลัว — เผลอนิดเดียวเสียหาย' (หน้า 646-650)",
        "หลักวินิจฉัยธรรมวินัยที่ใช้: มหาปเทส ๔ (ทั้งของสุตตันตะและวินัย) + หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ ในโคตมีสูตร + กาลามสูตร — สรุปกาลามสูตรของท่าน: 'ให้ปัญญามาก่อนศรัทธา...ต้องย้ำลงไปด้วยคำว่ามันทำลายโลภะ โทสะ โมหะ' และแก้ความเข้าใจผิดว่ากาลามสูตรห้ามฟัง-ห้ามอ่าน ('ทำได้ทั้งนั้นแหละแต่อย่าเพิ่งเชื่อ'); ยถาภูตสัมมัปปัญญา = 'ปัญญารู้ชอบตามที่เป็นจริง' คือเกณฑ์เดียวกัน (หน้า 491-495)",
        "หลักวิปัสสนา: หลักสำคัญที่สุดในการอบรมปัญญา = เพ่งอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตาซ้ำ ๆ ทุกขั้น 'เป็นโสดาบันแล้วก็เพ่งอนิจจังทุกขังอนัตตา จนเป็นสกทาคามี'; เห็นจริงต้องพ้นการคำนวณเหตุผล 'เพราะถ้าคำนวณด้วยเหตุผล เดี๋ยวมันก็กลับไปตามเดิมอีก'; ฝรั่งศึกษาได้มากสุดแค่ logic 'โดยวิปัสสนาแท้ ๆ ยังไกลอยู่ เพราะมันทำไม่ถึง' (intuitive wisdom/insight พอเทียบวิปัสสนา); ปัญญา ๓ ขั้น สุตมย-จินตามย-ภาวนามย; เรื่องนิวรณ์: 'ถ้านิวรณ์ไม่เกิดขึ้น ควรถือว่ายิ่งกว่าได้ฌานเสียอีก'; เวลาที่นิวรณ์ไม่เกิดให้ใช้เป็นประโยชน์ 'ถ้านิวรณ์ไม่ว่างเว้นเสียเลยมันก็เป็นโรคประสาท เป็นบ้า แล้วก็ตาย' (หน้า 622-623)",
        "หลักวิมุตตายตนสูตร ๕ วิธีบรรลุธรรม: เพิ่งรู้จักสูตรทีหลังจากที่ทำเองมาแล้ว; ธรรมชาติร่วมของทั้ง ๕ = 'ปลุกให้เกิดความพอใจ เป็นสุข จิตชนิดนั้นก็เป็นสมาธิ ในความเป็นสมาธิจะเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง' (พอใจ→ปีติ→สุข→ปัสสัทธิ→สมาธิ→เห็นแจ้ง); ปริยัติ-ปฏิบัติ-เผยแผ่ทำพร้อมกันไป 'บางเวลาก็เป็นกรรมกรก่อสร้าง ลงคลอง ทำถนน ลากไม้กับช้าง' เคยเป็นสมุหบัญชี ศิลปิน นักโบราณคดี 'มันไม่เคยขัดขวางกับธรรมะเลย' (หน้า 608-611)",
        "หลักเรื่องเงินทอง: 'ไม่มีเป็นของตัว ไม่รับเป็นของตัว...เขาให้เพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นของผู้นั้น เราเป็นเพียงผู้จัดการ'; สวนโมกข์ยุคแรกถือไม่จับเงินทองได้เพราะพระน้อย 'พอมันมากเข้าก็เหลือที่จะควบคุม'; ความเห็นส่วนตัวที่ 'ไม่อยากพูด มันจะเกิดเรื่องร้าย': วัตถุอนามาสคือโลหะเงิน-ทอง ส่วนธนบัตร/เช็ค = ใบสั่งจ่าย ไม่ใช่วัตถุอนามาส สาระอยู่ที่ 'จะรับเป็นของตัวหรือไม่' (หน้า 636-637)",
        "อธิบาย 'อาศัยตัณหาละตัณหา' ของพระอานนท์: เป็นสำนวนพิเศษมีแห่งเดียว — ตัณหา/มานะที่มาจากสติปัญญา (ไม่ควรเรียกตัณหา) เอามาละตัณหา/มานะที่มาจากอวิชชา ส่วนกามารมณ์ให้ 'ชักสะพาน' (เสตุฆาต) ตัดขาด; เตือนว่าถ้าแปลผิด 'เพิ่มกามารมณ์ใหญ่เลย จนเกิดลัทธิที่เอากามารมณ์มาแก้ปัญหา เช่นลัทธิตันตริกบางนิกาย'; ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ = 'ของหนัก ทรมานจิตใจ — ชีวิตที่ไม่มีภาระคือชีวิตที่ไม่ได้เป็นอะไร' (หน้า 620)",
        "อธิบายกลอน 'พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย': หมายถึงผลงาน ไม่ใช่ตัวตน — 'อยากให้ผลงานอยู่อย่างไม่มีตาย เป็นปณิธานอยู่รับใช้พระพุทธศาสนาตลอดนิรันดร ขอฝากฝังเพื่อนฝูงที่อยู่ข้างหลังช่วยทำให้สำเร็จ'; เผยว่า 'กลอนข้อนี้ตั้งใจจะเขียนไว้ติดที่หลุมฝังศพ ยังไม่ได้ติด'; เทียบเช็คสเปียร์ 'ไม่ตายเพราะมีคนออกชื่ออยู่เรื่อย' (หน้า 695-696)",
        "อริยสัจ ๔ กับไตรลักษณ์: สัมมาทิฏฐิคือเห็นความจริง 'หลาย ๆ แบบ' — รูปแบบอริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ตถาตา จนถึงความว่าง 'เห็นไม่เป็นบวกไม่เป็นลบ'; ปฏิบัติจริงเริ่มจากมรรค 'สัมมาวิหาโร เป็นอยู่โดยชอบ...จึงตรัสว่าถ้าเป็นอยู่โดยชอบแล้ว โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์'; วาทะ 'อภิธรรมยิ่ง-อภิธรรมเกิน': การแจกจิตเจตสิกนับเม็ดมะขามตามศาลาวัด = 'อภิธรรมเกิน เฟ้อ' อภิธรรมแท้คือศึกษาทุกข์-เหตุ-ดับ-ทาง 'เราว่าอย่างนี้ พวกนั้นเขาโกรธ' (หน้า 626-628)",
        "อานาปานสติยุคแรก: ตอนแรกในสวนโมกข์ 'ยังไม่พบสูตรอานาปาฯ ที่มาใช้เดี๋ยวนี้ รู้จักท่อนเดียวคือหมวดแรก ๔ ขั้นในมหาสติปัฏฐานสูตร' ภายหลังจึงเลยไปหมวด ๒ ของอานาปานสติสูตร; ฝึกอาโลกสัญญาจนหลับตาเห็นเหมือนลืมตา ('ของเล่น สมัครเล่น...ถ้าจัดเข้าหมู่นิมิตก็เป็นอุคหนิมิต แก้ง่วงนอนได้ดี') รวมถึงทิวาสัญญา (ทำกลางคืนเห็นเป็นกลางวัน) (หน้า 675-676)",
        "อารมณ์การค้น: 'เหมือนการเสพคบกับนางฟ้า...เป็นลักษณะมัวเมาในแง่ของปริยัติ' และยอมรับกิเลสผู้เปิดเผย — 'ก่อนนี้คำว่าปฏิจจสมุปบาท สุญญตา ตถตา ชาวบ้านพูดไม่เป็นหรอก เดี๋ยวนี้ชาวบ้านก็พูดเป็นกันบ้างแล้ว' (หน้า 481-482)",
        "อินทรียสังวร: ชี้ว่าวิสุทธิมรรคจัดอินทรียสังวรเป็นศีล (ศีล ๔) 'ที่ถูก สังวรอยู่ในพวกสมาธิ'; ความหมายชั้นสูงสุด = 'ไม่ให้เกิดกิเลสขึ้นมาเพราะการสัมผัสนั้น ๆ — ผู้ที่มีจิตใจสูงก็สัมผัสได้โดยไม่มีอันตราย ดูก็ได้ ฟังก็ได้' (ห้ามดูห้ามฟังเป็นชั้นต้น); หลักเสวยสุข: 'ที่อร่อยก็กินได้ ระวังอย่าให้จิตไปบูชาเข้า ไปอุปาทานเข้า — สักว่าเวทนาเท่านั้น'; ยินดีก็โง่ ยินร้ายก็โง่ 'ไม่ยินดีไม่ยินร้ายก็สงบสุข เป็นสุขอย่างชนิดนิพพาน'; เกร็ดรำวง: เคยถามผู้หญิงชาวบ้านยุคนิยมรำวง เอาสวรรค์หรือนิพพาน ชูมือเอานิพพานทั้งนั้น พอบอกว่าในนิพพานไม่มีรำวง 'ถ้าอย่างนั้นไม่เอา ขอถอน เอาสวรรค์' — คนตีความความสุขตามความรู้สึกที่ตัวรู้จัก (หน้า 643-645)",
        "เกณฑ์บวช: ไม่รับบวชนอกจากคนที่จะมาอยู่วัดนี้ (เจ้านาคบางคนหนีไปวัดอื่นเพราะที่นี่ 'เคร่งครัด...ไม่ให้สูบบุหรี่') (หน้า 403-404)",
        "เกร็ดเด็กวัดพุมเรียง: อาจารย์ที่วัดผูกบทล้อเด็กวัดทุกคน 'ขี้กินไอ้ชิด ขี้ชิดไอ้เงื่อม เทื้อม ๆ เณรนาค ปากมากไอ้หลุน...สุดสวยหิรัญ' (ขี้ชิด=ขี้เหนียว ภาษาถิ่น; หิรัญลูกผู้พิพากษาต่อมาเป็นอธิบดีกรมสรรพากร) รุ่นนั้นเหลือแต่ท่านกับตาหลุน (QA หน้า 599)",
        "เกือบเสียชีวิตครั้งที่ ๓: ไฟรั่วรถรางช็อตทะลุหนังมือวันฝนตก 'ดีที่ไม่ถึงกับตาย' (หน้า 130)",
        "เคยเขียนบันทึกประจำวันก่อนนอน แต่เลิกมา ~๒๐ ปี (หน้า 327)",
        "เคยเขียนแผนผังวัดในอุดมคติ: เจ้าอาวาส ๑ + อธิการ ๑๒ ด้าน (ปริยัติ เจ็บไข้ การเงิน ก่อสร้าง รับแขก ฯลฯ) แต่ 'หาผู้ร่วมมือยาก...วัดมันไม่มีเงินจ้าง' (หน้า 133)",
        "เบ็ดเตล็ด: ยกมารดาของพระยาอรรถกรมมนุตตี (บ้านตรงข้ามที่พุมเรียง) เป็น 'เอตทัคคะ' คนไม่มีทุกข์ — ฝนตกก็ลงสวนพลูไปคุ้ยขุด พลูงามแล้วไม่รู้ไม่ชี้ให้ลูกหลานเก็บขาย; เด็ก ๆ ตัวท่านพอฝนตก 'ออกมาปั้นแผนที่ประเทศไทยกลางถนน ลงแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลออกทะเล เล่นเวลาฝนตกไม่เหนื่อย'; ก่อนเข้าสวนโมกข์เคยฟังพระเทศน์ว่า 'นิพพานหมดไปนานแล้ว' = ตัวอย่างพูดตาม ๆ กันมาผิดหลักกาลามสูตร; ยืนยัน 'การพูดว่าวิญญาณนี้ไปเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิในพุทธศาสนา' (อ้างสาติภิกขุใน มหาตัณหาสังขยสูตร) 'ที่นี่และเดี๋ยวนี้ยังไม่มีคน มีแต่กระแสอิทัปปัจจยตา' แต่ยอมรับภาษาสมมติได้; 'เราให้ถือสวรรค์ในอก นรกในใจ นรกที่นี่มันน่ากลัวกว่านรกที่ตายแล้ว'; ปรัชญาความผิด: 'ความผิดสอนดี สอนแรง สอนเจ็บปวด ความทุกข์สอนดีกว่าความสุข ความสุขมีแต่ทำให้เหลิง'; สัพพัญญูความหมายแท้ 'ทรงทราบทุกอย่างเกี่ยวกับความดับทุกข์' (เคยถูกสมเด็จวัดเบญจฯ ดุที่เขียนว่าพระพุทธเจ้าพูดภาษาจีนไม่ได้); เคยคิดทำเปียโนใช้เองแบบของเรา 'ไม่ทันสำเร็จ รู้สึกป่วยการ จึงเลิก'; ทัศนะโบราณคดีบั้นปลาย (เปลี่ยนจากที่เคยชอบ): 'เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าจะไม่คุ้มค่ากับเวลา คือไม่ดับทุกข์ เหมือนอภิธรรมเพ้อเจ้อ ก็เลยรามือ' — หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มายุให้เขียนต่อทุกปี 'ไม่กล้าบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ชอบเสียแล้ว เกลียดเสียแล้ว แต่ก็ยังเสียดายวิชาความรู้' (หน้า 698-703)",
        "เป็น 'นักเก็บจดหมาย' — ตอบจดหมายดีดพิมพ์ ๒ ฉบับ เก็บสำเนาคู่ฉบับเสมอ (หน้า 334)",
        "เพื่อนบ้านผู้ช่วยประจำ: คุณปิ๋ว (กฎหมาย) คุณละออง แสงเดช (ต้อนรับแขก) หมอจำเนียร รัตนมีศรี (เจ็บไข้) — 'คบกันอย่างเพื่อนผู้หวังดี' (หน้า 430)",
        "เรียนภาษาอังกฤษเองที่วัดด้วยลิงกัวโฟน+เทียบอ่านหนังสือพิมพ์ไทย-ฝรั่ง 'ไม่เคยแอบไปเรียนอย่างที่เขาเอาไปเล่ากัน' (หน้า 146)",
        "เรื่องเคยคิดสึก (ตอบเปิดเผย): '(หัวเราะ) มันเคยคิด หรือเคยเอียงไปหาบ่อย ๆ เหมือนกัน บางยุคบางสมัย...ชนิดหวุดหวิด ๆ จวนจะออกไปเหมือนจะมีบ้างกระมัง แต่ไม่ถึงกับออกไป ต้องเรียกว่าโชคดี มันเลี้ยวของมันเอง'; เหตุผลที่อยู่: 'จะช่วยเพื่อนมนุษย์ ไม่มีทางช่วยได้เหมือนอยู่ในเพศบรรพชิต' + 'การสืบสกุลที่ชอบอ้างกันนัก สู้สืบสกุลด้วยธรรมะไม่ได้ — ใครรู้จักลูกหลานของเช็คสเปียร์บ้าง สกุลทางธรรมะของพระพุทธเจ้ายังอยู่'; ความรู้สึกทางเพศ: 'มันก็ต้องเกิด แต่เหมือนคลื่นกับฝั่ง คลื่นมันแรง แต่ฝั่งมันแข็งแรงพอจะรับ' ความขัดแย้งในใจลึก ๆ (กามฉันทนิวรณ์) 'มีอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเรามาสนุกในงานเสีย ความรู้สึกนั้นก็หมดฤทธิ์ไปเอง' (หน้า 650-653)",
        "เรื่องเทวดา: ชอบยกพุทธดำรัสที่ไม่ตอบว่ามี/ไม่มี ('จะถามอะไรอีกล่ะ เพราะว่ามันเชื่อกันอย่างอุโฆษไปแล้ว') และ 'ถ้าจะดูเทวดา ให้ดูพวกกษัตริย์ลิจฉวี' — เอาลง พุทธสาสนา เล่มแรก ๆ (หน้า 485-486)",
        "เลิกงานเขียนหลังมาอยู่สวนโมกข์ใหม่ ~๑๕ ปี (~๒๕๐๒) เปลี่ยนเป็น 'หลับตาพูด' ใส่เทป เพราะ 'มือดีดพิมพ์ไม่ทันความคิด' (หน้า 334)",
        "เล่าว่าเกือบเสียชีวิต ๒ ครั้ง: ก่อนบวชแบกจักรยานข้ามน้ำเชี่ยวระหว่างพุมเรียง-ไชยา และครั้งบวชแล้วเดินข้ามปากคลองที่บ้านกิ่วตอนเที่ยงคืนซึ่งมีจระเข้ 'มันหวุดหวิดเกือบจะไม่มีสวนโมกข์ในโลก' (หน้า 113-114)",
        "เส้นทางโบราณคดีศรีวิชัย: เริ่มปี ๒๔๗๓ ที่วัดพระธาตุ (ฟังหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์กับพระครูเอี่ยมคุยกัน) 'เป็นบ้าไปพักหนึ่ง' จนพิมพ์ 'แนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน'; เล่มจุดประกาย = Towards Angkor ของ ดร.ควอริทช์ เวลส์; รู้ ๒ ค่ายศรีวิชัย (แหลมมลายู ตามมะชุมทาร์-เวลส์ vs สุมาตรา ตามเซเดส์) — ทัศนะท่าน: 'เกือบทุกแห่งบนแหลมมลายูนี้เคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของศรีวิชัย'; เลิกเพราะ 'การติดตามเสียเวลามาก ต้องใช้เวลาพอ ๆ กับศึกษาพระไตรปิฎกทั้งหมด' (หน้า 552-555)",
        "เหตุที่ประจำวัดใหม่ (พุมเรียง): ปู่ซึ่งเป็นน้องของย่าเคยเป็นสมภารวัดนั้นจนมรณภาพ (หน้า 86; หน้าช่วงต้นเล่มว่า 'พี่ชายของย่า' — ต้นฉบับสองแห่งไม่ตรงกัน)",
        "เหตุที่ไม่เคยไปเผยแผ่ต่างประเทศ: กลุ่มนักศึกษาเยอรมัน (ผ่านพระรุ่นปาสาทิโก-วิมโล) เคยเขียนถึงพุทธสมาคมขอให้จัดท่านไปเยอรมนีโดยออกค่าใช้จ่ายให้ — ปฏิเสธเพราะ 'ได้ปฏิญญาไว้แล้วว่าจะเฝ้ารัง รับหน้าศัตรูที่จู่เข้ามาถึงบ้านเรา (หัวเราะ)' + 'ภาษาก็ไม่ค่อยถนัด มีแต่ภาษาคุย ไม่มีภาษาสำหรับแสดงปาฐกถา' + ไม่ชอบอากาศร้อนจัดหนาวจัด แม้กลิ่นเนยก็ไม่ชอบ 'เต็มไปด้วย formality จุกจิกหยุมหยิม'; พระโลกนาถก็เคยชวน (หน้า 705)",
        "เหตุผลการศึกษาแต่ละศาสตร์: ปริยัติ='เก็บเอาหลักธรรมมาสำหรับใช้ปฏิบัติ...ไม่ใช่เพื่อเป็นนักปริยัติ'; เซน='เทคนิคของการรวบรัดที่สุด ทำพร้อมกันทั้งสมถะ-วิปัสสนา...ผมไม่จัดเซนเป็นมหายาน ที่จริงเซนเป็นผู้คัดค้าน ล้อเลียนมหายาน'; มหายานสูตรใหญ่ 'มันไปจบลงที่ละอุปาทานในขันธ์ ๕ ทั้งนั้น' (ซูซูกิว่าลังกาวตารสูตรเป็นเงื่อนต้นของเซน); วิทยาศาสตร์=เครื่องมือเผยแผ่แก่นักวิทยาศาสตร์; ปรัชญาตะวันตกสนใจน้อย 'ไม่มีเรื่องลึกซึ้งไปในทางดับทุกข์' (อ่านเฉพาะที่พาดพิงพุทธ เช่นโชเปนเฮาเออร์); วัชรยาน 'ไม่ชอบ' (รูปเคารพยับ-ยุมซื้อจากอินเดียมา 'ไม่กล้าให้ใครดู'); โบราณคดี 'ไม่ดับทุกข์' — เขียน 'แนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน' เพราะไชยาเต็มไปด้วยหลักฐาน (หน้า 459-467)",
        "แปลยากที่สุด = ฮวงโป ('ต้องใช้ความรู้ธรรมะที่เรามีอยู่เป็นเครื่องตัดสิน...ปริญญาทางภาษายาวเป็นหางก็แปลไม่ได้') (หน้า 336)",
        "โหราศาสตร์: 'ดาราศาสตร์น่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ไม่ใช่...แรงของดวงดาวจะสู้แรงกรรมคือการกระทำได้หรือ'; ประเมินไสยศาสตร์เชิงสังคม: '๙๙ เปอร์เซ็นต์ของโลกมนุษย์คงต้องอยู่กับพวกนี้' (หน้า 577)",
        "โอมาร์คัยยาม — การตีความสวนกระแสโลก: 'เขาเป็นคนแรกที่ล้อพวกที่ถือพระเจ้า...ความจริงเป็นคำล้อ เขาล้อพวกบูชากาม แล้วก็พวกที่บูชาพระเจ้า...ฝรั่งไม่กี่คนหรอกที่จะรู้ถูกต้องอย่างนี้ เขาใช้โอมาร์คัยยัมเป็นตัวอย่างบุคคลบ้ากามทั้งนั้น'; เริ่มอ่านฉบับกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (ผู้ซึ่งท่านเห็นว่าเข้าใจถูกและไม่เชื่อพระเจ้าเช่นกัน — 'พระเจ้าสร้างเรา ใครเล่าสร้างพระ'); เล่มแรกได้จากคุณนายสุด นครศรีฯ 'แกอ่านไม่รู้เรื่อง แกให้ผม' ธรรมทาสชอบมาก (หน้า 579-581)",
        "ไม่เคยคิดเข้าบริหารคณะสงฆ์ 'เราเข้าไปคนเดียวเหมือนกับนกเค้าตัวหนึ่งในฝูงกา' (หน้า 206)" ;
    rico:name "พุทธทาสภิกขุ (เงื่อม อินทปัญโญ)" .

bia:person-khru-sak a rico:Person ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=88&previewPage=1> ;
    rico:history "เจ้าอาวาสวัดหัวคู (ศักดิคุณาราม) พระคู่สวดของพุทธทาส; เป็นพระหมอยาที่เสียสละมาก ชาวบ้านมาตามไปรักษาได้ทุกเวลาไม่ว่าดึกดื่นเที่ยงคืน แม้ชาวอิสลามมาตามก็ไป; เป็นที่นับถือของบิดาพุทธทาสและชาวบ้าน; อยู่มาจนพุทธทาสตั้งสวนโมกข์ (QA หน้า 83, 88, 90)" ;
    rico:name "พระครูศักดิ์ ธมฺมรกฺขิโต (พระครูคณานุกูล)" .

bia:person-plat-thum a rico:Person ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=88&previewPage=1> ;
    rico:history "เจ้าอาวาสวัดนอก (อุบล) พุมเรียง พระคู่สวดของพุทธทาส; อาจารย์สวดของบิดา (เซี้ยง) คุ้นเคยกับบ้านมาก มาเยี่ยมสนทนาเป็นประจำ; อดีตพระธุดงค์ตัวยง ความเป็นอยู่เรียบง่ายสันโดษ; เป็น 'อาจารย์ผู้เฒ่า ผู้ศักดิ์สิทธิ์' สายกรรมฐานแบบโบราณคู่กับอาจารย์เหม็น; เป็นหมอดูเลข ๗ ตัว ทักพุทธทาสทุกคราวที่ดูว่า 'อย่าสึก อย่าสึก คนดวงนี้เมียจะมีชู้'; เป็นผู้ให้ความคิดและพาไปบรรจุอัฐิบิดาที่ถ้ำพระใหญ่ เขาประสงค์ อ.ท่าชนะ; มรณภาพช่วงพุทธทาสเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ เจดีย์บรรจุอัฐิอยู่หน้าโบสถ์วัดอุบล; งานทำบุญประจำปีอัฐิของท่านคนไปกันทั้งพุมเรียง (QA หน้า 83, 88-90)" ;
    rico:name "พระปลัดทุ่ม อินฺทโชโต" .

bia:person-upajjhaya-khong a rico:Person ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=83&previewPage=1> ;
    rico:history "พระอุปัชฌาย์ของพุทธทาส (อุปสมบทที่วัดนอก/วัดอุบล พุมเรียง); มรณภาพ 30 พ.ค. 2473",
        "รองเจ้าคณะเมือง อยู่วัดเหนือ (โพธาราม); เป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่สะสม ไม่โมโหร้าย; ตามแบบโบราณต่างคนต่างวัดจึงไม่ได้เอาใจใส่พิเศษ แต่ให้เกียรติ พูดจายกย่องในที่ประชุมอยู่บ่อย ๆ; มรณภาพเมื่อตอนพุทธทาสไปเรียนบาลีที่กรุงเทพฯ (QA หน้า 83, 87-88)" ;
    rico:name "พระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมโล)" .

bia:place-wat-ubon a rico:Place ;
    rico:history "วัดที่พุทธทาสอุปสมบท (ในพระอุโบสถ ๒๙ ก.ค. ๒๔๖๙); เจ้าอาวาสสมัยนั้นคือพระปลัดทุ่ม; ปัจจุบันเป็นวัดร้าง เจดีย์หน้าโบสถ์บรรจุอัฐิพระปลัดทุ่ม (QA หน้า 83, 85)",
        "⚠ ชื่อ \"วัดอุบล\" มาจากชื่อวัดในพุมเรียง ไม่เกี่ยวกับจังหวัดอุบลราชธานี" ;
    rico:isOrWasPartOf bia:place-pumriang ;
    rico:name "วัดนอก (วัดอุบล) ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี" .

bia:src-scan-1484 a prov:Entity,
        rico:Thing ;
    rdfs:label "ปฏิทินชีวิต สแกน 1484" ;
    rdfs:seeAlso <https://archives.bia.or.th/printed/BIA-P02030200-0160-005-0_0000-00?page=1484&previewPage=1> ;
    rico:isOrWasPartOf bia:book-santhaya .

