@prefix bia: <https://id.bia.or.th/> .
@prefix rdfs: <http://www.w3.org/2000/01/rdf-schema#> .
@prefix rico: <https://www.ica.org/standards/RiC/ontology#> .
@prefix skos: <http://www.w3.org/2004/02/skos/core#> .

bia:concept-tua-ku-khong-ku a rico:Concept ;
    rdfs:label "ตัวกู-ของกู" ;
    rdfs:comment "แนวคิดเรื่องอัตตาและการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวตน ซึ่งเป็นรากเหง้าของทุกข์ทั้งหมด ตามคำสอนของพุทธทาสภิกขุ" ;
    skos:broader bia:concept-kilesa ;
    rico:history "คำอธิบายศัพท์ในธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ หน้า ๕๔๑: การกระทำความสำคัญว่า ของฉันหรือของกู",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๒.๑๕ หน้า ๗๔–๗๕): มีผู้กล่าวหาว่าไม่น่าให้อภัยที่ท่านไม่เชื่อเรื่องอดีตชาติ — ท่านชี้แจงว่าคำสอนพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงอดีตชาติมีอยู่บ้างแต่ไม่มากมายเท่าคัมภีร์ชาดก-อรรถกถาที่แต่งภายหลัง และเรื่องเวียนว่ายแบบเข้าโลงแล้วเกิดใหม่มีพูดกันก่อนพระพุทธเจ้า 'พุทธบริษัทอย่าไปตู่มาเป็นของพระพุทธเจ้า' · ชาติในความหมายของท่านละเอียดกว่า: วันหนึ่งเกิดตัวกู-ของกูหลายชาติ กว่าจะตายก็หลายหมื่นหลายแสนชาติ การเกิดครั้งนี้ส่งผลถึงครั้งหลัง — 'เชื่อยิ่งกว่าเชื่อ เห็นจริงยิ่งกว่าจริง แต่ต้องในคำอธิบายอย่างนี้'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๒.๒๖ หน้า ๘๗–๘๙): มีผู้กล่าวหาว่าท่านอธิบายวัฏฏสงสาร-นามรูปแบบ 'ขาวเป็นดำ' — ท่านชี้แจงว่าตัวกู-ของกูมิได้มีอยู่ตลอดเวลา มีต่อเมื่อเผลอให้อวิชชาปรุงแต่ง: ขณะใดจิตไม่ปรุงเป็นตัวกู-ของกูก็ไม่มีกิเลส ไม่ร้อน คือเย็นเป็นนิพพานในความหมายหนึ่ง ขณะใดปรุงเป็นตัวกูก็เป็นวัฏฏสงสาร ซึ่งเร็วได้เพียงครึ่งวินาทีและวันหนึ่งมีหลายวง · นามรูปเป็นของแฝดคู่กัน วัฏฏสงสารหมุนอยู่ 'ในตัวมันเอง' — ทำลายกงใดกงหนึ่ง (กิเลส กรรม หรือความยึดในผลกรรม) วงล้อก็หยุดหมุน",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๓๘ หน้า ๑๑๖–๑๑๘): มีผู้กล่าวหาว่าท่านสอนละตัวกู-ของกูโดยไม่ปูพื้นฐาน — ท่านชี้แจงว่าคำสอนขั้นพื้นฐานให้มีตัวตนที่ดีนั้น 'เขาสอนกันจนเหลือเฟือแล้ว' จึงมาสอนละตัวกู-ของกูซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์ แก่ผู้ที่เคยทุกข์ทรมานมาพอสมควรแล้ว และควรเอามาใช้ระดับทั่วไปด้วย 'เกิดตัวกูทีไรมันเกือบตายทุกที' — สอนให้รู้จักบรรเทาตัวกู-ของกูเพื่อทุกข์น้อยลง จนถึงละหมดสิ้น (อหังการมมังการมานานุสัย) เป็นมรรคผล",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๔๐ หน้า ๑๒๐–๑๒๑): มีผู้กล่าวหาว่าคำ 'ตัวกู-ของกู' เป็นคำอันธพาล เป็นวจีทุจริต — ท่านชี้แจงว่าคำว่า 'กู' เป็นคำสุภาพทางการในสมัยสุโขทัย ('พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์') เพิ่งหยาบในสมัยหลัง และท่านจงใจใช้เพื่อชี้ว่าเมื่อความยึดมั่นเดือดพลุ่งถึงขีดสุด ความหมาย 'ตัวตน-ของตน' จะกลายเป็น 'ตัวกู-ของกู' — เป็นการช่วยให้เข้าใจธรรมะโดยง่ายและเร็ว ไม่ใช่การด่าหรือหลอกลวงหาประโยชน์ จึงไม่ใช่วจีทุจริต",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๔๓ หน้า ๑๒๕–๑๓๐): มีผู้กล่าวหาเรื่องการใช้คำ 'จิตว่าง' — ท่านอธิบายว่าเป็นคำที่ผูกขึ้นเพื่อเรียนง่ายจำง่าย ถอดรูปจากพุทธวจนะ 'สุญฺโญ โลโก — โลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตน' และ 'เธอจงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง': จิตว่างคือจิตที่ไม่จับฉวยยึดถืออะไรเป็นตัวตน-ของตน คิดนึกทำการงานได้ ปากพูดตามภาษาชาวบ้านว่าบ้านของฉันลูกของกูก็ได้ แต่ในใจรู้ว่าเป็นของอิทัปปัจจยตา · โดยธรรมชาติจิตคนก็ว่างอยู่เป็นพื้น (จึงรอดชีวิต ไม่เป็นโรคประสาท นอนหลับ ทำงานได้ดี — 'ทำงานด้วยจิตว่าง') · ส่วน 'จิตว่างอันธพาล' ที่ใช้แก้ตัวว่าทำอะไรก็ไม่บาปนั้นเป็นของผู้กล่าวหาเอง ท่านไม่เคยสอน · ว่างถึงที่สุด = ถอนอัตตวาทุปาทานสิ้น = พระอรหันต์",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๗๑ หน้า ๑๕๖–๑๕๗): มีผู้แย้งว่าแม้ไม่ยึดถือ สังขารก็เป็นทุกข์อยู่ตามธรรมชาติ — ท่านแยกให้เห็นว่าเขาเอาทุกข์ตามธรรมชาติกับทุกข์เพราะกิเลสมารวมกัน: ความเกิดแก่เจ็บตายเป็นการเปลี่ยนแปลงของสังขาร 'ถ้าไม่ยึดถือเอามาเป็นของเรา มันก็ไม่มีทุกข์เลย' เหมือนมือที่ไปหิ้วของก็หนักทันที ไม่หิ้วก็ไม่หนัก อ้างพุทธพจน์ 'โดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานักขันธ์เป็นทุกข์' — ขันธ์ที่ถูกยึดถือต่างหากที่เป็นทุกข์ แม้พระอรหันต์กายยังแก่เจ็บตายแต่ท่านไม่เอามาเป็นของท่าน",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๗๒ หน้า ๑๕๗–๑๕๘): มีผู้แย้งว่าดับทุกข์ทั้งหมดเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ปัญหาการดับทุกข์ในอนาคตสำคัญกว่า — ท่านตอบตรงข้าม: 'ดับทุกข์ที่นี่เดี๋ยวนี้สำคัญที่สุด ถ้าดับได้แล้วในอนาคตจะไม่มีทุกข์เหลืออยู่' ความทุกข์ทางกายของพระอรหันต์เป็นเรื่องของกายไม่ใช่ของท่าน เรื่องเกิดใหม่ไม่ต้องพะวง — ดับความเกิดปัจจุบันคือดับตัวตนเสียได้ ปัญหาเรื่องอื่นก็หมดไปเอง",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๔.๑๓๐ หน้า ๒๑๐): มีผู้กล่าวหาว่าท่านไม่เคยชี้แจงว่าตัวกู-ของกูคืออะไร — ท่านชี้ว่าเขียนไว้ 'ละเอียดเหลือที่จะละเอียด': ตัวกู-ของกูเป็นมายา เป็นความรู้สึกด้วยอำนาจอวิชชา เกิดจากตัณหาที่ปรุงความคิดขึ้นใหม่ว่า 'มีตัวกูเป็นผู้อยาก' — ตรงกับบาลี 'อหังการมมังการมานะ'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๔.๑๓๑ หน้า ๒๑๐–๒๑๑): มีผู้กล่าวหาว่าเรื่องตัวกู-ของกูพูดตามสามัญสำนึก อ่อนเหตุผล — ท่านยืนยันฐานคัมภีร์: ต้องพูดตามหลักตัณหา-อุปาทาน-ภพ-ชาติแห่งปฏิจจสมุปบาท 'มีฐานรองรับทั้งโดยพระคัมภีร์และโดยตัวธรรมะที่มองเห็นได้ด้วยจิตใจของเราเอง' และยืนยันว่าพระอริยเจ้าขั้นต้นมีตัวกูลดลง ๆ จนไม่มีตัวกูเลยเมื่อตัดอหังการมมังการมานานุสัยได้เด็ดขาด",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๔.๑๓๒ หน้า ๒๑๑–๒๑๒): มีผู้แย้งว่าการละตัวกู-ของกูเป็นเพียงโสดาบัน — ท่านชี้ว่านั่นคือความเข้าใจผิดที่ถือสักกายทิฏฐิเป็นอันเดียวกับอัตตวาทุปาทาน: 'ถ้าละตัวกู-ของกูโดยเด็ดขาดแล้ว ก็เป็นการละอัตตวาทุปาทาน ละอัตตานุทิฏฐิ ละอหังการมมังการมานะได้สิ้นเชิงในระดับถึงพระอรหันต์' แม้คำอธิบายแบบนั้นจะมีในขุททกนิกายก็ต้องใช้หลักกาลามสูตรและมหาปเทส เพราะมันขัดกับหลักใหญ่ทั่วไป",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๔.๑๓๕ หน้า ๒๑๓–๒๑๔): มีผู้กล่าวหาว่าท่านเลือกอธิบายเฉพาะอัตตวาทุปาทานแล้วปัดอุปาทานอื่นทิ้ง — ท่านอธิบายเหตุผล: 'ถ้ากำจัดอุปาทานนี้ได้แล้ว อุปาทานเหลือนอกนั้นมันถูกกำจัดตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เหมือนทำลายที่หัวขั้วรากเหง้า' และอ้างพุทธภาษิตว่าลัทธิอื่นพูดกันแต่อุปาทาน ๓ ข้างต้น มีแต่พุทธศาสนาที่พูดถึงอัตตวาทุปาทาน — จึงเป็นทางลัดสั้นที่สุด",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๕.๖๖ หน้า ๒๘๔–๒๘๖): มีผู้กล่าวหาว่าท่านพุทธทาสยังเลี้ยงสุนัข ไก่ ปลา เต่า นก เป็นการกักขังทรมานสัตว์และเป็นปลิโพธ — ท่านชี้แจงว่า 'เลี้ยงไว้เป็นอาจารย์' ได้ความรู้จากสัตว์ที่เลี้ยง เช่นปลาไม่หลับตาไม่ขี้เกียจ และสังเกตว่าปลาตระกูลตะเพียน-คาร์พเป็น 'อนาคาริก' ไม่มีรังของกู ลูกของกู เมียของกู ส่วนปลากัดปลากระดี่มีตัวกู-ของกูหวงถิ่นกัดกันตาย แสดงว่าธรรมชาติแท้ ๆ ก็แบ่งเป็นสองพวก ท่านยังฝึกความเห็นแก่ผู้อื่นด้วยการคลุกข้าวให้หมาแมวเองวันละไม่น้อยกว่า ๑๕ นาที และสัตว์ที่คนเอามาปล่อยนั้นเอาไปปล่อยที่อื่นเท่ากับให้มันตาย",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๑.๑๑ หน้า ๓๒๐–๓๒๒): มีนักเขียนสงสัยว่าการตัดอดีตอนาคตทิ้งจะทำให้คนเลิกเชื่อกรรม — ท่านพุทธทาสชี้แจงว่าเป็นการฟังไม่ถูก: ไม่ได้ห้ามใช้อดีตเป็นเหตุผลของปัจจุบัน แต่ไม่ให้เสียเวลากังวลฟุ้งซ่านกับเรื่องที่แล้วไปแล้วหรือยังไม่มา ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด ส่วนชั้นสูงสุด 'เมื่อถอนความยึดถือว่าตัวตนเสียได้แล้ว มันไม่มีทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะทั้งสามนั้นต้องตั้งอยู่ที่ตัวกู' และเมื่อไม่มีตัวกู 'ผลกรรมจะให้กับใครล่ะ' การถอนตัวตนคือยกเลิกความทุกข์โดยประการทั้งปวง",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๑.๓ หน้า ๓๐๑–๓๐๒): ท่านพุทธทาสยืนยันว่าคำชาวบ้านโบราณ 'งามอยู่ที่ซากผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย' ถูกตรงตามหลักหัวใจพุทธศาสนาที่สุด: ทำให้กิเลสประเภทตัวกู-ของกูตายลงไปก่อนร่างกายตาย นั่นแหละคือนิพพาน ไม่ต้องรอตายแล้วอีกหลายหมื่นชาติแสนชาติซึ่ง 'ไม่มีประโยชน์อะไร' พระพุทธเจ้าตรัสว่าความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ เมื่อใดก็มีนิพพานเมื่อนั้น ถ้ากิเลสตัวกูตายแล้วยังอยู่อีก ๒๐ ปี ก็เสวยสุขจากนิพพานตั้ง ๒๐ ปี ที่นี่และเดี๋ยวนี้",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๓.๑๙ หน้า ๔๑๖–๔๒๐): ในตอนค่ำของแถลงการณ์ ท่านพุทธทาสขยายหลัก 'ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น': การเอาการเป็นหมายถึงความยึดมั่นด้วยอวิชชาอุปาทาน 'สิ่งใดที่ไปเอาไปเป็นเข้าแล้ว ที่มันจะไม่กัดเอานั้นมันไม่มี' แม้เป็นพ่อแม่ลูกหลานถ้ายึดถือก็กัดเอา ต้องมีศิลปะแห่งการมีการเป็นที่ไม่กัด คือมีเป็นโดยไม่ยึดมั่นแล้วปฏิบัติหน้าที่ไป แม้พระนิพพาน 'ตั้งใจว่าจะเอานิพพานแล้วก็ยิ่งไม่เป็นนิพพาน' สิ่งเดียวที่น่าเอาน่าเป็นคือความที่จิตไม่เอาไม่เป็นอะไร — เกิดภาวะหลุดพ้น ปล่อยวาง ว่าง เย็น ท่านเล่าว่ามีคุณยายขาด้วนใส่กระบอกเดินท่องว่า 'ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ๊ง ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น กุ๊ง' สลับเสียงกระบอกสวมขา ซึ่งคงไม่เกิดขึ้นถ้าสวนโมกข์ไม่ได้สอนเรื่องนี้",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๓.๒๓ หน้า ๔๒๕–๔๓๒): ท่านพุทธทาสเผยความคิดที่อยู่ในห้วงนึก: ถ้ารวมทุกศาสนาเป็น 'ศาสนาของโลก' ศาสนาเดียวได้ โลกจะมีสันติภาพง่าย แต่ต้อง 'บูชายัญ' ชื่อศาสนาของตน ซึ่งไม่มีใครยอมเพราะตัวกู-ของกู ท่านวิจารณ์ว่าโลกมี ism มากเกินไป (Buddhism, Communism ฯลฯ) 'ทุก ism มันเป็นเรื่องตัวกู เรื่องของกู...ไม่มี ism ไหนที่จะช่วยโลกได้' แม้คำ Buddhism ฝรั่งก็ตั้งให้ เราพลอยยอมเป็น ism ไปด้วย ทางออกคือยอมรับว่าธรรมชาติสร้างคนหลายระดับจึงต้องมีหลายศาสนาหลายรูปแบบเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันคือทำลายความเห็นแก่ตัว (พวกถือพระเจ้าเอาตัวไปถวายพระเจ้าเสีย พวกพุทธศึกษาจนเห็นว่าโดยแท้ไม่มีตัว) และให้ถือหลัก 'บันไดทุกขั้นสำคัญเท่ากัน' — ทุกคนทุกชนชั้นที่ทำหน้าที่ของตนเต็มที่ มีค่ามีเกียรติเสมอกัน เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันได้",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๗.๕.๑ หน้า ๔๗๐–๔๗๓): ในโอวาทนวกะครั้งที่ ๗ (๑๐ ก.ย. ๒๕๑๙) ท่านพุทธทาสตั้งหัวข้อ 'ปริญญาจากสวนโมกข์' — ปริญญาชื่อ 'ตายก่อนตาย' ของมหาวิทยาลัยวัดป่าพระเถื่อน 'เรียนเอง แล้วสอบไล่เอง แล้วก็ให้ปริญญาตัวเอง มันไม่หลอกลวงและโกหก...เป็นปริญญาที่เรียกคืนได้ ถอดได้ เมื่อมันเหลวไหลทีหลัง' สวนโมกข์จัดไว้แต่สถานที่ ไม่เคยประกาศให้ปริญญาแก่ใคร ต้องรู้เอาเองว่าได้หรือยัง",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๗.๕.๒ หน้า ๔๗๑–๔๗๗): ท่านพุทธทาสอธิบายว่าเมื่อเห็นจริงว่าที่เกิดอยู่นี้มิใช่คน เป็นเพียงธาตุทั้งหก (ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ) ปรุงแต่งตามธรรมชาติล้วน ๆ 'คนมันก็ตายไปทันที' คือให้ตัวกู-ของกูตายเสียก่อนร่างกายเน่าเข้าโลง 'ตายอย่างนี้แหละคือไม่ตาย เพราะไม่มีอะไรจะตายอีก...สังขารล้วน ๆ ดับไป มิใช่เราตาย นี่คือถึงอมตธรรม' เมื่อไม่มีตัวกูเหลือ ธรรมชาติล้วน ๆ จะโลภ โกรธ หลง ไม่ได้ และอธิบาย 'ชาติ' แบบเดียวกับปฏิจจสมุปบาท: เกิดตัวกูครั้งหนึ่งคือชาติหนึ่ง เดือนหนึ่งเกิดได้หลายร้อยหลายพันชาติ เกิดสักสองสามหมื่นชาติแล้วฉลาดก็ควบคุมได้ — ตรงกับคำโบราณว่าต้องเกิดหลายหมื่นชาติจึงเป็นพระอรหันต์ แต่ไม่ใช่เข้าโลงหมื่นครั้ง",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๗.๘.๒ หน้า ๕๔๐–๕๕๕): ท่านพุทธทาสขยายเรื่องจิตเกลี้ยง: จิตของคนเต็มไปด้วย 'ลิงแห่งตัวกู-ของกูเป็นฝูง ๆ' จึงไม่เกลี้ยง ความรกไม่ได้อยู่ที่ความคิดทุกชนิด แต่อยู่ที่ความคิดประเภทตัวกู-ของกู (ความคิดประเภทปัญญาสติสัมปชัญญะไม่เรียกว่ารก) ดังพุทธพจน์ 'จงตัดป่า อย่าตัดต้นไม้' และภาพปริศนาธรรม 'ความคดอยู่ที่แม่น้ำ ไม่ได้อยู่ที่น้ำ' จิตตามธรรมชาติเดิมยังไม่มีตัวกู ต่อเมื่อผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปรุงเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ตัวกูจึงเกิดเป็นของใหม่ที่รก อานิสงส์ของจิตเกลี้ยงคือสงบสุข เป็นอิสระ ปัญญามาพร้อม แคล่วคล่อง เข้มแข็ง สะอาด-สว่าง-สงบ 'มีลักษณะเป็นนิพพานอยู่ในขณะนั้น'",
        "ทัศนะเรื่องคำบัญญัติเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๕) (ธรรมิกสังคมนิยม น.๓๘): ท่านตั้งต้นจากปัญหาว่าถ้าทุกคนพร้อมกันกอบโกยแล้วธรรมชาติจะเอามาแต่ไหนให้ · แล้วชี้ว่าสิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือศาสนาหรือศีลธรรมกำลังหายไปจากโลก เหลือแต่ชื่อในนาม เพราะมนุษย์ไปทำให้เป็น Philosophy เสีย — ถ้าเป็น Religion จริงต้องมีการปฏิบัติ และการปฏิบัตินั้นต้องเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัวกูของกู จึงจะเกิดความเห็นแก่ผู้อื่นอันเป็นสังคมนิยมที่แก้ปัญหาสังคมได้ · ท่านจึงชวนว่าอย่าเกลียดกลัวคำว่าสังคมนิยม อย่ากลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะถูกจับ ถ้ากลัวก็เติมคำเข้าข้างหน้าสักคำหนึ่งว่า 'ธัมมิกสังคมนิยม' คือสังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ · คำของท่าน: “อย่าได้เกลียดกลัวคำว่าสังคมนิยมเลย อย่ากลัวว่าจะถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะถูกจับ ถ้ากลัวก็เติมคำเข้าข้างหน้า” · ที่มา: หนังสือรวมคำบรรยายว่าด้วยธัมมิกสังคมนิยมทั้งเล่ม (มูลนิธิโกมลคีมทองจัดพิมพ์ ฉบับไทยและไทย-อังกฤษ ต่อจากฉบับภาษาอังกฤษที่ Donald K. Swearer เรียบเรียงถวายในวาระ ๘๐ พรรษา ๒๕๒๙)",
        "ทัศนะเรื่องคำบัญญัติเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๕) (ปมเขื่อง น.๘): ท่านชี้ว่าต้นไม้ก็มีอัสมิมานะ คือความถือว่าตัวมีตัว หรือความปรารถนาในการมีความเด่นของตัว แสดงออกทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ดิ้นรนสืบพันธุ์ ดิ้นรนหาอาหาร · แต่สัญชาตญาณเหล่านั้นเป็นเพียงสัญชาตญาณชั้นรอง ไม่เหมือนอัสมิมานะซึ่งควรจัดเป็น 'แม่แห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย' หรือเป็นตัวสัญชาตญาณแท้ เพราะสัญชาตญาณรอง ๆ ออกมาจากอัสมิมานะ คือความรู้สึกว่าฉันเป็นฉัน · และเพราะความรู้สึกว่าฉันมีตัวฉันกับความยึดถือในตัวฉันแยกจากกันไม่ได้ จึงถูกต้องเพียงพอที่จะเรียกอัสมิมานะว่าปมเขื่องของแต่ละชีวิต · ท่านยังโยงว่าเป็นมูลเหตุแห่งวิวัฒนาการของชีวิตนั้น ๆ เรื่อยไปไม่สิ้นสุด · คำของท่าน: “อัสมิมานะซึ่งควรจะจัดเป็น แม่แห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย” · ที่มา: หนังสือเล่มเล็ก ๖๔ หน้า ว่าด้วยอัสมิมานะในสำนวนไทยที่ท่านบัญญัติเอง",
        "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (บรมธรรม ภาคต้น น.๑๕๑): ท่านสรุปคติ plain living ว่าคือการเป็นอยู่เหมือนกับตายแล้ว ไม่มีตัวกูที่จะทวงสิทธิกับใคร · ส่วน high thinking คือมุ่งหมายสูง มุ่งถึงอุดมธรรม บรมธรรม สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือหมดตัวกู ไม่มีตัวกู · และเมื่อหมดตัวกูแล้วก็ทำอะไรได้ทุกอย่างที่เป็นบรมธรรม มีความสุขเต็มที่ มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ ทำหน้าที่เพียงเพื่อหน้าที่ แล้วมีความรักสากลได้จริง · คำของท่าน: “เราเป็นอยู่เหมือนกับตายแล้ว ไม่มีตัวกูที่จะทวงสิทธิกับใคร” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ธรรมบรรยายอบรมภาคเช้าแก่นักศึกษา เม.ย. ๒๕๑๒",
        "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (ปมเขื่อง น.๑๓): ท่านปฏิเสธว่ามีสิ่งที่เรียกว่าปมด้อย — สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยที่แท้คือปมเขื่องในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะมันยังเอาไปใช้ข่มสัตว์ตัวอื่นที่รองลงไปได้อีกหลายชั้น · ท่านเปรียบว่าเช่นเดียวกับที่ในโลกนี้ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนที่อยู่ในระดับต่าง ๆ กัน แม้ระดับน้ำแข็ง ๐ องศาเซลเซียสก็ยังมีความร้อนอยู่ · ปมด้อยหรือความหนาวจึงเป็นเพียงมายาที่เกิดเพราะความเข้าใจเอาเองของสัตว์นั้น ๆ · และท่านชี้ว่าอาชญากรรมหรืออกุศลกรรมไม่น้อยรายทำลงไปโดยไม่มีความหมายอะไร นอกจากเป็นการชดเชยความลดปมเขื่องของตนเท่านั้น · คำของท่าน: “ปมด้อยไม่มี มีแต่ปมเขื่องที่ลดตัวลงไปอยู่ในระดับต่ำ” · ที่มา: หนังสือเล่มเล็ก ๖๔ หน้า ว่าด้วยอัสมิมานะในสำนวนไทยที่ท่านบัญญัติเอง — ตั้งต้นจากปัญหาอาชญากรรม",
        "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (ปมเขื่อง น.๓): ท่านบัญญัติคำไทยว่า 'ปมเขื่อง' แทนคำบาลี อัสมิมานะ — เป็นความยึดถือว่าตัวมี ตัวเป็นอยู่กะเขาด้วยคนหนึ่ง และตัวต้องมีความเด่นเป็นของตัวอยู่ด้วยอย่างเด็ดขาด · ความยึดถือว่า 'ฉันเป็นฉัน' กับความยึดถือว่าตัวต้องเด่น ควบคุมกันอยู่เสมอ แยกจากกันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้กับความร้อน · ท่านกำกับไว้ด้วยว่าคำ 'อหังการ' ในทางศาสนาไม่ได้หมายถึงความจองหองอย่างภาษาพูด แต่หมายถึงการทำความยึดถือว่ามีตัวฉัน ซึ่งจะขาดไปโดยสิ้นเชิงก็เมื่อเป็นพระอรหันต์เท่านั้น · คำของท่าน: “ความยึดถือว่า “ฉันเป็นฉัน” … และ “ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่” ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้” · ที่มา: หนังสือเล่มเล็ก ๖๔ หน้า ว่าด้วยอัสมิมานะในสำนวนไทยที่ท่านบัญญัติเอง — ตั้งต้นจากปัญหาอาชญากรรม",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? น.๒๑): ท่านสรุปว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง ล้วนเป็นกิริยาอาการของตัวกู-ของกูทั้งนั้น — ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูเสียแล้ว มันก็ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ จิตชนิดนี้แหละคือจิตว่างตามหลักของพุทธศาสนา · ท่านเตือนให้ระวังจิตว่างแบบอันธพาลของนักปราชญ์ที่รู้แต่เรื่องวัตถุ ซึ่งมีอยู่มากมายในหน้าหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยขณะนั้น · คำของท่าน: “ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูเสียแล้ว มันก็ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ” · ที่มา: เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๖ — ว่าด้วยการแยกความต่างของสามคำ",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑๔): ตอบคำถามว่าเป็นอยู่อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง — ท่านปฏิเสธความเข้าใจผิดที่ว่าต้องนั่งหรือนอนตัวแข็งทื่อ ว่านั่นเป็นการว่าเอาเองตามความเขลา เพราะไม่เข้าใจคำว่าสุญญตาของพระพุทธเจ้า · 'ว่าง' หมายถึงว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวกูหรือของกู ซึ่งมีขึ้นเพียงชั่วขณะที่รู้สึกอย่างนั้น ความรู้สึกนั้นเรียกว่าอุปาทาน · คำของท่าน: “เป็นอยู่ด้วยจิตว่างนั้นมิใช่เป็นอยู่ด้วยการนั่งหรือนอนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ดังที่เข้าใจกันเอาเอง” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๘–๙): ถูกถามว่าจิตมหากุศลเป็นจิตว่างหรือเปล่า — ท่านว่าจิตมหากุศลตามศาลาวัดฟังดูเป็นความทะเยอทะยานเพื่อจะได้อะไรที่มุ่งมาดที่สุด เหมือนการลงทุนค้ากำไรเกินควร อย่างนั้นไม่ชื่อว่าจิตว่างแต่เป็นจิตวุ่นอย่างยิ่ง · จิตที่เป็นมหากุศลแท้จริงควรเป็นจิตว่าง คือไม่ปรารถนาอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ปรารถนาแม้แต่สิ่งที่เรียกว่ามหากุศล · ท่านตั้งคำถามกลับว่าเคยพบที่ไหนบ้างที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำนี้ดื่นเหมือนคำว่า 'สุญญตา' · คำของท่าน: “มหากุศลที่ทำไปด้วยความอยากจะเอาเป็นตัวกูหรือของกูนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าขนมหรือลูกกวดสำหรับให้รางวัลเด็ก เพื่อจูงใจให้เขาขยันทำงาน” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๐๗): ท่านจำแนกกิเลสตามสมรรถภาพในการปฏิบัติต่ออารมณ์ — ความรู้สึกที่เร่เข้าหาอารมณ์เรียกว่าความโลภ ความกำหนัด หรือความรัก · ที่ผงะหรือผลักออกจากอารมณ์เรียกว่าความโกรธ ความเกลียด หรือโทสะ · ที่ยังไม่แน่ใจแต่มีความทึ่งอยู่ในอารมณ์ ทำให้วนเวียนอยู่โดยรอบด้วยความสงสัย เรียกว่าโมหะหรือความหลง · แต่ทั้งหมดนี้ก็คืออวิชชานั่นเอง · และแยกตัณหาเป็น ๓ คือกามตัณหา 'อยากได้' ภวตัณหา 'อยากเป็น' และวิภวตัณหา 'อยากไม่เป็น-ไม่มี' · คำของท่าน: “ทั้งหมดนี้ก็คืออวิชชานั่นเอง” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๑๐): ท่านแบ่งตัวกูตามประเภทของตัณหาเป็น ๓ คือตัวกูชั้นกาม ตัวกูที่เป็นรูปพรหม และตัวกูที่เป็นอรูปพรหมซึ่งผูกพันอยู่ในความบริสุทธิ์ของความไม่มีรูป · แต่ละชั้นทะนงว่าตัวสูงกว่าชั้นล่าง ตัวกูประเภทพรหมทะนงว่าประเสริฐกว่าพวกที่พัวพันในกาม ตัวกูอรูปพรหมทะนงว่าความบริสุทธิ์ของตนสูงกว่ารูปพรหม · จึงเป็นมานะหรือทิฏฐิไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีพวกไหนพ้น · และทุกข์ของชั้นสูงอาจเหนียวแน่นลึกซึ้งยิ่งกว่ากาม เพราะความยึดถือว่าสูงมากบริสุทธิ์มากนั่นเอง · คำของท่าน: “ยิ่งเข้าใจว่าสูงมาก ประเสริฐมากก็ยิ่งยึดถือมาก” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๑๓): ท่านแยก 'ความหมาย' ออกจาก 'คุณค่า' ของอารมณ์ — ถ้าหยิบยกคุณค่าขึ้นมาพิจารณาแล้วจัดการไปตามควรแก่กรณี ทุกข์หรือโทษไม่มีทางเกิดขึ้นได้ อย่างนี้เรียกว่าควบคุมการผลิตตัณหาของอวิชชาไว้ได้ อารมณ์ก็เป็นสักว่าอารมณ์ ผัสสะหรือเวทนาก็เป็นแต่สักว่าผัสสะสักว่าเวทนา ไม่ก่อให้เกิดตัณหาหรืออุปาทาน · ท่านสรุปว่าตัณหาย่อมแสวงหาเหยื่อที่ความหมายของอารมณ์ ไม่ใช่ที่คุณค่าอันบริสุทธิ์ และความหมายนั้นเกิดจากความสำคัญผิดเพราะอวิชชา · คำของท่าน: “ตัณหาย่อมแสวงหาเหยื่อที่ความหมายของอารมณ์ ไม่ใช่ที่คุณค่าอันบริสุทธิ์ของอารมณ์” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๔๑): ในเมื่อการเกิดขึ้นแห่งตัวกู-ของกูคือการตั้งจิตไว้ผิด การตั้งจิตไว้ให้ถูกจึงเป็นรากฐานแห่งความดับ — ตลอดเวลาที่มีการตั้งจิตไว้ถูก ความดับของตัวกูก็มีอยู่เพียงนั้น · ท่านนับรวมทั้ง ๓ อย่างว่าเป็นภาวะแห่งความดับด้วยกันทั้งนั้น คือ (๑) เป็นไปโดยประจวบเหมาะหรือบังเอิญ (๒) โดยอำนาจของสมาธิเข้าไปปิดกั้นโอกาสแห่งการเกิด (๓) โดยอำนาจของวิชชาหรือปัญญาซึ่งเป็นไปถึงที่สุด อันเป็นการตัดรากตัวกู-ของกูโดยสิ้นเชิง · ต่างกันแต่ว่าอย่างแรกเป็นไปอย่างผิวเผิน · คำของท่าน: “การตั้งจิตไว้ให้ถูกจึงเป็นรากฐานแห่งความดับ “ตัวกู-ของกู”” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๔๓): ท่านยกอานาปานสติเป็นตัวอย่าง ว่าเมื่อทำจิตเป็นสมาธิสำเร็จแล้วเกิดสุขเวทนาจากฌาน ถ้ามีสติสัมปชัญญะพอ จิตก็ไม่จับฉวยอารมณ์นั้นถึงขนาดเกิดความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู มีแต่พิจารณาต่อไปว่าแม้ความสุขจากฌานก็ยังเป็นมายา เป็นสักว่าเวทนาที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา · แต่ในกรณีที่เผลอสติหรือทำผิดวิธี คือพอใจอย่างหลงใหลในสุขเวทนา หรือเกิดความทะนงว่าตนประสบผลสำเร็จในคุณวิเศษ ตัวกู-ของกูย่อมเกิดและเกิดอย่างยิ่ง · ท่านย้ำว่าจะไปโทษสมาธิไม่ถูก เพราะขณะนั้นมันไม่เป็นสมาธิเสียแล้ว · คำของท่าน: “อย่างนี้จะไปโทษสมาธิหรือคุณสมบัติของสมาธินั้นไม่ถูก; เพราะว่าในขณะนั้นมันไม่เป็นสมาธิเสียแล้ว” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๔๙): ท่านกันความเข้าใจผิดไว้ก่อนว่า ความดับแห่งตัวกู-ของกูไม่ได้หมายถึงความดับของร่างกายหรือของชีวิต และยิ่งกว่านั้นยังมิได้หมายถึงการดับแห่งความรู้สึกสมปฤดี เช่นหมดความรู้สึกนิ่งเงียบไปเพราะอำนาจฌาน · โดยที่แท้หมายถึงการดับของความรู้สึกที่ยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยอำนาจของอุปาทาน · และคำว่า 'ความดับ' ในที่นี้หมายรวมทั้งการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น และความดับไปแห่งตัวกูที่ปรากฏแล้วด้วย · คำของท่าน: “ในขณะใดจิตตั้งอยู่ในภาวะเช่นนั้น ในขณะนั้นเรียกว่ามีความดับแห่ง “ตัวกู−ของกู”” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๕๐–๑๕๑): ท่านยืนยันว่าเมื่อตัวกู-ของกูดับลง ไม่ได้หมายความว่าจิตว่างไม่มีอะไรเลยหรือจิตเองก็ดับไปด้วย แต่ความว่างปรากฏขึ้นแทน เป็นความว่างจากตัวกู-ของกูที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างยิ่งในตัวความว่างนั้นเอง · ท่านวางเป็นคู่ตรงข้าม: ตัวกูอยู่ จิตวุ่น–ตัวกูดับ จิตว่าง · ตัวกูอยู่ จิตมืด–ตัวกูดับ จิตสว่าง · ตัวกูอยู่ จิตโง่ด้วยอวิชชา–ตัวกูดับ จิตพ้นความโง่ · และเมื่อจิตประกอบด้วยความรู้สึกว่าตัวกู จิตย่อมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ แต่กลายเป็นของมายา ต่อเมื่อว่างจึงคืนสู่สภาพเดิมที่สะอาดตามธรรมชาติ · คำของท่าน: “ภาวะแห่ง “ตัวกู-ของกู” หายไปเท่าใด ภาวะแห่งสติปัญญาก็ปรากฏออกมาเท่านั้น” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๕๑): ท่านยกความเข้าใจผิดอย่างแรงกล้าที่ว่า ถ้าดับความรู้สึกตัวกู-ของกูเสียแล้ว คนเราก็จะทำอะไรไม่ได้ หรือไม่ทำอะไรเลย เพราะไม่มีอะไรกระตุ้น มีแต่อยากอยู่เฉย ๆ เป็นก้อนดินก้อนหิน · ท่านชี้ว่าตรงกันข้าม ความดับตัวกูทำให้คนสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา ไม่มีทางทำอะไรผิดพลาด และอยู่ด้วยความสงบสุขเป็นผลสุดท้าย · เหตุของความหลงผิดนี้อีกอย่างคือคนเคยชินกับตัวกูจนรู้สึกเป็นสุขเอร็ดอร่อยทางจิตใจ กลายเป็นเพื่อนที่ขาดเสียไม่ได้ จึงอยู่ในลักษณะที่เห็นงูเป็นปลาไปตะพึด · คำของท่าน: “ความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ไม่ใช่สิ่งที่ไร้คุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คนเราเสื่อมสมรรถภาพ” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๒๒๑): ท่านวินิจฉัยความดับแห่งตัวกู-ของกูในวาระสุดท้ายตามความหมายของคำว่าสุญญตา — การละอวิชชาเสียได้ทำให้รู้ความจริงว่าโดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่สิ่งซึ่งสักแต่ว่าธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ ไม่ว่าฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรม · เมื่อรู้แจ้งดังนี้ ความยึดถือว่าเป็นตัวตน-ของตนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น · ภาวะที่ว่างจากตัวกู-ของกูนั้นเรียกว่าภาวะแห่งสุญญตา · คำของท่าน: “โดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่สิ่งซึ่งสักแต่ว่าธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๒๒๙): ท่านสรุปว่าสุญญตามีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน ในฐานะที่ว่างจากทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ และได้แก่ความดับหรือความว่างไปแห่งตัวกู-ของกูนั่นเอง · ท่านกำหนดหมายไว้ว่าความดับในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุหรือสสารแต่ประการใด เพราะโดยแท้จริงสสารไม่มีการดับ มีได้แต่การเปลี่ยนรูป · และย้ำว่าความรู้เรื่องสุญญตาเป็นความรู้ที่ต้องนำไปใช้ในทุกกรณี แม้ที่สุดในกรณีที่เกี่ยวกับฆราวาสหรือชาวโลกทั่วไป · คำของท่าน: “สุญญตา มีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน ในฐานะที่ว่างจากทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๒๖๕): ท่านย้ำเป็นหลักทบทวนว่า ทั้งหลักปฏิจจสมุปบาทและอริยมรรคมีองค์แปด ล้วนต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิหรือความรู้ที่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น · และแม้จะแจกซอยการปฏิบัติเป็น ๒ ระยะ คือระยะที่อารมณ์ภายนอกยังไม่มากระทบ และระยะที่มากระทบแล้ว ก็ยังคงอาศัยหลักเดียวกันนี้ · สรุปคือเมื่ออารมณ์ยังไม่มากระทบต้องศึกษาว่าอารมณ์ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น เมื่อกระทบแล้วก็มีสติสัมปชัญญะเอาความรู้นั้นมาใช้ให้ทันท่วงที · คำของท่าน: “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๖๓–๖๔): ท่านชี้ว่าอุปสรรคสำคัญของการเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาคือความสับสนในการจับฉวยเอาหลัก — ต่างคนต่างถือเอาธรรมะหมวดนั้นหมวดนี้ว่าเป็นหลัก ซึ่งในที่สุดก็ถูกไปทั้งหมด ไม่มีใครผิด แต่ก็ไม่พ้นความฟั่นเฝือ ปฏิบัติไม่สำเร็จโดยถูกตรง · ท่านชี้เหตุ ๒ ทาง คือ (๑) คัมภีร์ที่เขียนเพิ่มเติมในชั้นหลังมีมากจนเป็นเหมือนช้างที่ตัวใหญ่เกินกว่าคนตาบอดคนเดียวจะคลำได้ทั่วถึง และ (๒) ความยึดมั่นดั้งเดิมของผู้ศึกษาเอง ทำให้มองเห็นแต่แง่ที่เข้ากันได้กับทุนเดิมของตน แล้วจับเอาส่วนที่ไม่สำคัญไปเป็นส่วนสำคัญ · คำของท่าน: “มีอาการที่เรียกว่าตาบอดคลำช้างตัวเดียวกันหลาย ๆ คน แล้วก็เถียงกัน เพราะเขาคลำถูกที่ต่าง ๆ กัน” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๗๓): ท่านตอบคำถามว่าทำไมจึงยกคำนี้มาเป็นหัวข้อของเรื่องทั้งหมด — ความสำคัญของตัวกู-ของกูอยู่ตรงที่มันเป็นต้นเหตุหรือตัวการแท้ของความทุกข์ทุกอย่างทุกประการและทั้งหมดทั้งสิ้น · ท่านจึงขอร้องให้ศึกษาเพียงเรื่องเดียวนี้ และยืนยันว่าพอแล้ว เพราะเป็นการศึกษาพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นพร้อมกันไปในตัว · แต่ก่อนจะรู้จักความสำคัญของมัน ต้องรู้จักตัวสิ่งนั้นให้ชัดเจนเพียงพอเสียก่อน · คำของท่าน: “ขอร้องให้ศึกษาเพียงเรื่องเดียวก็ยืนยันว่าพอแล้ว และเป็นการศึกษาพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นพร้อมกันไปในตัว” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๘๓): ท่านอธิบายจุดยืนของตนว่าไม่อยากขัดคอใครในเรื่องพระเจ้า นรก สวรรค์ จึงปล่อยไปตามความเชื่อของเขา และถ้านำมาเกี่ยวข้องก็เพื่อเป็นเครื่องช่วยแก่บุคคลขั้นต้นให้มีกำลังใจละความชั่วเท่านั้น หาถึงกับกำจัดตัวกู-ของกูโดยสิ้นเชิงไม่ จึงไม่ถือว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา · ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าแม้เว้นชั่วได้ทุกอย่าง ทำดีทุกอย่าง กระทั่งไปเกิดในสวรรค์แล้ว ก็ยังไม่พ้นการบีบคั้นของตัวกู-ของกู · ท่านย้ำว่าต้องการหลักที่ใช้ได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ · คำของท่าน: “จักต้องไปหัวเราะร้องไห้อยู่ในสวรรค์เช่นเดียวกัน” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๘๗): ท่านวางหลักว่าลำพังความรู้สึกว่าตัวกู ไม่ต้องจำแนกว่าดีหรือชั่ว ก็เป็นสิ่งที่ต้องขจัดออกไป ใจจึงจะสะอาดปราศจากอัสมิมานะ (Egoism) · เพื่อสะดวกในการศึกษาท่านแบ่งตัวกูเป็น ๔ ชั้น คือตัวกูที่ชั่ว ตัวกูที่ดี ตัวกูที่เบาบางลง และตัวกูที่ว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวกู → ได้รูปการปฏิบัติ ๓ ขั้น คือ (๑) กำจัดตัวกูที่ชั่วให้สูญสิ้น (๒) สร้างตัวกูที่ดีขึ้นมา (๓) ทำตัวกูนั้นให้เบาบางลงจนไม่มีเหลือ · ทั้งสามขั้นนับเป็นผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้งหมด ตรงตามหลัก ๓ ข้อที่เรียกว่าหัวใจพุทธศาสนา · คำของท่าน: “ขึ้นชื่อว่า “ตัวกู” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน จะต้องละหมด” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๘๗): ท่านอธิบายเหตุที่เรียกหลักปฏิบัติด้วยชื่อใหม่เป็นคำไทยสามัญ ว่าเพื่อหลีกเลี่ยงคำเข้าใจยากหรือคำบาลีซึ่งเป็นเสมือนคำต่างประเทศ แล้วใช้คำที่แสดงความรู้สึกได้ด้วยตัวมันเองแก่คนทุกชั้นทุกวัยแม้แต่เด็ก ไม่ว่าชาติใดภาษาใดหรือถือศาสนาไหน · ทั้งเพื่อประกันการเดินออกนอกลู่นอกทางหรือความงมงายที่จะแทรกเข้ามา · และยิ่งกว่านั้นเพื่อแสดงว่าพุทธศาสนาเป็นของมนุษย์ทุกคนที่คิดนึกได้เองอย่างมนุษย์ ไม่ใช่ของชาวอินเดีย ชาวเอเซีย หรือแม้แต่ของพระศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง — เพราะพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธความเป็นเจ้าของธรรมะ · คำของท่าน: “การเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นของพระพุทธเจ้า ชื่อสิทธัตถะโคตมะนั้น เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๘๙): ท่านชี้ว่าการเกิดขึ้นแห่งตัวกู-ของกูนั้นคือจิตที่ตั้งไว้ผิด โดยอ้างพุทธพจน์ว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมนำมาซึ่งอันตรายแก่ผู้นั้นยิ่งกว่าอันตรายที่ศัตรูหรือโจรใจอำมหิตจะพึงกระทำให้ และโดยนัยตรงกันข้าม จิตที่ตั้งไว้ถูกจะนำมาซึ่งประโยชน์ยิ่งกว่าคนที่หวังดีที่สุดมีบิดามารดาจะทำให้ได้ · ท่านสรุปว่านี่เป็นภัยที่ควรกลัวกว่าภัยทั้งหลาย ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องสังคมทั้งโลก แต่สิ่งที่มนุษย์กลัวกันจริงหาใช่สิ่งนี้ไม่ เพราะไม่เคยคิดถึงมัน · คำของท่าน: “จิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมนำมาซึ่งอันตราย … ยิ่งกว่าอันตรายที่ศัตรูหรือโจรใจอำมหิตจะพึงกระทำให้” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๙๗): ท่านอธิบายว่าอวิชชาเป็นมูลเหตุให้เกิดตัวกู-ของกู แล้วชี้ต่อว่าอวิชชาอาศัยอะไรเป็นปัจจัยจึงปรุงตัวกูขึ้นได้ — หลักกว้างที่สุดคือบรรดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่จิตต้องมี 'อารมณ์' เป็นที่ตั้งที่อาศัย เหมือนนายช่างหม้อจะปั้นหม้อก็ต้องมีดินมาใช้ปั้น · ผู้ศึกษาจึงต้องเข้าใจเรื่องอารมณ์ให้ทั่วถึงก่อน · คำว่าอารมณ์แปลว่าสิ่งที่เป็นที่หน่วงที่ยึดด้วยความยินดี ตามตัวพยัญชนะแปลว่า 'เป็นที่มายินดี' · คำของท่าน: “เหมือนอย่างนายช่างหม้อจะปั้นหม้อ ก็ต้องมีดินมาใช้ปั้น ฉันใดก็ฉันนั้น” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อว่างที่มีเล่มตั้งชื่อตามคำนั้น (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๗) (ความไม่เห็นแก่ตัว และ ความสุขสามระดับ น.สรุปใจความ): จากหน้าสรุปใจความสำคัญของมาฆบูชาเทศนา ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ — ท่านวางความสุขสามระดับเป็นหลักเกณฑ์ในการเดินตามรอยพระอรหันต์ · ระดับที่ ๑ สุขเพราะไม่เบียดเบียน โดยตั้งจิตเมตตาว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น · ระดับที่ ๒ สุขเพราะอยู่เหนืออำนาจกาม · ระดับที่ ๓ สุขเพราะละตัวตนเสียได้ · เทศนาเดียวกันนี้ยังวางข้อที่ว่า 'ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็ไม่ต้องมีศาสนา' และว่าพระอรหันต์คือผู้หมดความเห็นแก่ตัว · พร้อมสำนวนของท่านว่าชีวิตของคนที่ยึดมั่นถือมั่นตัวตนคือ 'ชีวิตที่กัดเจ้าของ' · คำของท่าน: “ชีวิตของคนที่มีความยึดมั่นถือมั่นตัวตน คือ ชีวิตที่กัดเจ้าของ” · ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ (ชุดหมุนล้อ อันดับ ๕๒)",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อใหม่ที่ตั้งจากถ้อยคำในหนังสือ (ชุดที่ ๑) (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๕๙): ท่านชี้ว่าการข่มขืน การปล้นสดมภ์ การลักขโมย การฆ่ากัน และอาชญากรรมอื่น ๆ มีต้นตอที่ลึกซึ้งอยู่ที่การพลุ่งออกไปของตัวกู-ของกู ซึ่งไม่มีอำนาจใดบังคับหรือป้องกันได้ · เหตุผลคือถ้าความรู้สึกตัวกู-ของกูพลุ่งถึงขีดสุดแล้ว มันทำให้ไม่กลัวอะไร อำนาจกฎหมายจึงควบคุมไม่ได้ เพราะขณะนั้นเขาไม่กลัวแม้แต่ความตาย · ท่านยังชี้ต่อว่าเมื่อหันมาใช้วิธีศึกษาอบรมแทนการบังคับ แต่เพราะไม่เข้าใจเรื่องตัวกู-ของกู การศึกษานั้นกลับกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมตัวกู-ของกูโดยไม่รู้สึกตัว แทนที่จะเป็นเครื่องมือปราบปราม · คำของท่าน: “แทนที่จะเป็นเครื่องมือปราบปราม “ตัวกู-ของกู” กลับกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริม “ตัวกู-ของกู” โดยไม่รู้สึกตัว” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา ๓๗ เรื่อง — บทที่ ๒๐–๒๒ ว่าด้วยการดับตัวกูในรูปของสังโยชน์สามข้อแรก",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อใหม่ที่ตั้งจากถ้อยคำในหนังสือ (ชุดที่ ๑) (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๖๓): ท่านระบุลักษณะเฉพาะของตัวกู-ของกูในรูปสักกายทิฏฐิว่าคือความเห็นแก่ตัวหรือ Egoism ซึ่งทำอะไรไปในลักษณะที่เป็นความทุกข์แก่ตัวมันเองและแก่ผู้อื่น · การดับไปแห่งตัวกูในรูปนี้หมายถึงการเกิดสติปัญญาขึ้นมาว่าจิตนี้ประกอบด้วยอวิชชาไปยึดมั่นถือมั่นหรือสำคัญผิด แล้วสติปัญญานั้นเองทำลายความรู้สึกนั้นให้หายไป · ผลที่ตามมาคือเขาไม่อาจมีตัวกูชนิดที่จะไปฆ่า ไปลัก หรือเบียดเบียนผู้อื่นได้ และจะเริ่มนึกถึงความที่ทุกกายเป็นเพื่อนกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน · ท่านไล่ผลเป็นลูกโซ่ว่าความดับนี้ทำให้เกิดความสงบเย็น → ความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ → ความสามารถทำความปลอดภัยให้ตนเองและผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ · คำของท่าน: “เป็นสติปัญญาที่กล้ารับผิดชอบกว้างขวาง กว่าสติปัญญาของสามัญสัตว์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า “ตัวกู-ของกู”” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา ๓๗ เรื่อง — บทที่ ๒๐–๒๒ ว่าด้วยการดับตัวกูในรูปของสังโยชน์สามข้อแรก",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อใหม่ที่ตั้งจากถ้อยคำในหนังสือ (ชุดที่ ๑) (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๗๑): ท่านสรุปว่าการจะดับตัวกูให้ได้ทุกแง่ทุกมุมนั้น ต้องศึกษาให้รู้จักตัวกูทุกแง่ทุกมุม กระทั่งถึงตัวกู-ของกูที่อยู่ในรูปของความลังเล · ท่านผูกเป็นเงื่อนเดียวกันว่าความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูยังมีอยู่ตราบใด ความลังเลจะยังมีอยู่ตราบนั้น และถ้าดับตัวกู-ของกูเสียได้โดยสิ้นเชิง ความลังเลก็จะหยุดรบกวนมนุษย์โดยสิ้นเชิงเช่นกัน · ท่านเน้นว่านี่เป็นรูปที่เข้าใจได้ยาก จึงควรสนใจศึกษาให้ชัดแจ้ง และนับเป็นการดับตัวกู-ของกูในรูปที่สอง · คำของท่าน: “ความรู้สึกว่า “ตัวกู-ของกู” ยังมีอยู่ตราบใด ความลังเลจะยังมีอยู่ตราบนั้น” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา ๓๗ เรื่อง — บทที่ ๒๐–๒๒ ว่าด้วยการดับตัวกูในรูปของสังโยชน์สามข้อแรก",
        "ทัศนะเรื่องเติมหัวข้อว่างที่เหลือซึ่งมีตัวบทรองรับ (งวด ๑๕) (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๒๗๓): ในบทว่าด้วยสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ท่านอธิบายกลไกว่าเมื่อเห็นว่าอารมณ์นั้นเป็นอนัตตาไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจริง ๆ ทันใดนั้นก็เกิดความสลดสังเวชขึ้นมาต่ออารมณ์นั้น และต่อการที่ตนจะไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้น · จากความสลดสังเวชจึงเกิดนิพพิทาคือความเบื่อหน่าย และความจางคลายของกิเลสตามสมควรแก่กรณี · ท่านชี้ว่าวิธีปฏิบัติสองอย่างที่ต่างกันโดยระยะกาลหรือวิธีการ แต่ใจความสำคัญเป็นอย่างเดียวกันแท้ คือทำไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ · แล้วปิดท้ายด้วยภาพที่ตรงไปตรงมาว่าไม่ให้ตัวกู-ของกูพลุ่งขึ้นมา มีแต่ถูกปิดกั้นให้มันอดอาหารจนกว่ามันจะตายไปเอง · คำของท่าน: “มีแต่ถูกปิดกั้น ให้มันอดอาหาร จนกว่ามันจะตายไปเอง” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา — บทที่ ๓๓ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น",
        "ทัศนะเรื่องเติมหัวข้อว่างที่เหลือซึ่งมีตัวบทรองรับ (งวด ๑๕) (ธรรมศาสตรา เล่ม ๑ น.๒๗๘): ท่านอธิบายอุปมาลูกศรสองดอก — ดอกที่หนึ่งเป็นลูกศรเล็ก ๆ ไม่มีอะไรทา ยิงถูกก็เจ็บเท่านั้น ดึงออกล้างแผลห้ามเลือดก็หายได้ · แต่มีลูกศรอีกดอกตามมาซึ่งอาบยาพิษ พอเสียบเข้าไปก็เจ็บเพราะยาพิษแล้วตายเลย · ท่านโยงว่าความทุกข์ที่เกิดตามธรรมชาติ แม้เป็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย ถ้าไม่ถูกยึดถือด้วยอวิชชาเอามาเป็นอุปาทาน ก็ไม่เป็นความทุกข์ที่สมบูรณ์ — บาดมือบาดเท้าก็เจ็บตามธรรมชาติ แต่ถ้าจิตรับเอามาเป็น 'กูเจ็บ' มันมากกว่านั้น · ท่านชี้ปัญหาว่าคนเราแยกสองอย่างนี้ไม่ออก พอเจ็บก็รับเป็นความเจ็บของกูทันที จึงถูกลูกศรพร้อมกันทั้งสองดอก · และยกว่าพระอรหันต์ยังเกิดแก่เจ็บตายตามธรรมชาติอยู่ แต่ไม่มีทางถูกลูกศรดอกที่สอง · คำของท่าน: “ความเจ็บที่เป็นทุกข์มากที่สุด ก็คือลูกศรดอกที่สอง คือไปรับเอามาเป็นตัวกูเป็นของกู เหมือนกับลูกศรที่อาบยาพิษ” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ว่าด้วยธรรมะในฐานะศาสตราที่มีคม",
        "ทัศนะเรื่องเติมเนื้อหัวข้อที่สร้างไว้แล้วแต่ยังว่าง (งวด ๑๔) (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๗๓): ท่านระบุว่าสีลัพพตปรามาสเป็นชื่อของสังโยชน์ที่ ๓ แปลว่าความเข้าใจผิดต่อศีลและพรต ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับความดับทุกข์ · ท่านชี้ว่าถ้าดูอย่างผิวเผินคล้ายกับไม่เกี่ยวกับตัวกู-ของกู แต่โดยที่แท้ย่อมเนื่องกันโดยตรง เช่นเดียวกับสังโยชน์สองข้อก่อน (สักกายทิฏฐิ · วิจิกิจฉา) · ความหมายวงกว้างคือความเข้าใจผิด นำมาใช้ผิด กระทำผิด ต่อสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเครื่องมือปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ซึ่งที่แท้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าศาสนาหรือธรรมะนั่นเอง · แล้วแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือเข้าใจผิดในสิ่งที่ผิดมาแต่เดิม และเข้าใจผิดหรือปฏิบัติผิดในสิ่งที่ถูก · คำของท่าน: “ความเข้าใจผิด นำมาใช้ผิด กระทำผิด ต่อสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเครื่องมือปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา — บทที่ ๒๒ ว่าด้วยการดับตัวกูในรูปของสีลัพพตปรามาส",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๒ พ้นแล้วโว้ย): ความหมายกำกับในสารบัญ: พ้นแล้ว · คำบรรยาย: บัดนี้เมฆ ลอยพ้น ยอดเจดีย์ / ทั้งโรงโบสถ์ มากมี และวิหาร · เมฆรวมตัว เป็นภาพพิพิการ / บอกอาการ “พ้นแล้วโว้ย” โปรยยิ้มมา · อนันตสุข ในโลกนี้ ที่หวังมา / เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าแล · สุขแท้จริง จิตไม่วิ่ง ไปตามโลก / อยู่เหนือความ ทุกข์โศก ทุกกระแส · ถึงความว่างห่างพ้น จากตัวกู / ไม่มีอยู่ ไม่มีตาย สบายเอย · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒ · หมายเหตุ: สารบัญกำกับว่าเป็นคำของท่านอาจารย์",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๔ “ตัวกู” กับ “ตัวกู”): ความหมายกำกับในสารบัญ: คอยเล่นงาน “ตัวกู” · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒ · หมายเหตุ: ⚠️ ตัวบทไม่ปรากฏในสำเนาชุดนี้ — หน้าสแกนที่ ๖ จบที่ภาพที่ ๑๓ แล้วหน้าที่ ๗ ขึ้นภาพที่ ๑๕ · ชื่อภาพและความหมายมาจากสารบัญหน้าที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๕ ปฏิบัติเพื่อความสะอาด): ความหมายกำกับในสารบัญ: เพียรชำระตัวกู · คำบรรยาย: ทุก ๆ คน ชำระกาย หมายสะอาด / มองผาด ๆ ก็เห็นเป็น เช่นนั้นได้ · ไม่ชำระจิตใจ ให้สะอาด / ท่านนักปราชญ์ แลเห็น เป็นน่าสรวล · จงปฏิบัติ ทัดสังวร หกทวาร / มีสติ พิจารณ์ ตาและหู · จมูก ลิ้น ใจ กาย หลายประตู / ให้รู้อยู่ แค่ผัสสะ จะว่างใจ · จงรีบดับ ตัวตน จนพ้นไฟ / มีความสะอาด ภายใน จิตใจเอย · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๘ อริยมรรคมีองค์แปด): ความหมายกำกับในสารบัญ: การไม่เดินในทาง · คำบรรยาย: พระยานาค หกหัว ตัวโง่ใหญ่ / พระยาครุฑ บินไล่ จิกตามหลัง · มีความทุกข์ นานา มาประดัง / ด้วยอาการ คลุ้มคลั่ง ตลอดกาล · มีตัวกู ของกู อยู่หนาแน่น / ต้องดับแค้น โกรธเกลียดกลัว ทั่วสถาน · อายตนะ รับผัสสะ ทะเยอทะยาน / ไฟจึงไหม้ ในทวาร ดับไม่ลง · ไม่ทำเนิน คมทาง อริยมรรค / ไม่ประจักษ์ แจ้งใจ ในความหลง · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๙ ทะเลไฟ): ความหมายกำกับในสารบัญ: เดินผิดทางก็ต้องรับผลอย่างนี้ · คำบรรยาย: ทะเลไฟ ใหญ่หลวง ปวงความทุกข์ / ต้องร้อนลุก ด้วยอุปาทานขันธ์ · เพราะติดยึด เห็นผิด ท่ายึดกัน / มีตัวตน ทุกขั้น แม้ชั้นพรหม · ทำเนินผิด ไม่คิด ตามองค์มรรค / อันเป็นหลัก สายกลาง ช่างขื่นขม · บำเพ็ญธรรม ความเพียร เปลี่ยนโลกใหม่ / วิปัสสนาแจ้งใจภายใน ทุกข์ไม่สิง · หมดตัวตน ไม่ต้องทน ต่อสิ่งใด / อริยมรรค หลักชัย พ้นภัยเอย · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒ · หมายเหตุ: หน้าสแกนที่ ๘ มีบท “ภาพ ทะเลไฟ (คำของท่านอาจารย์)” อีกสำนวนหนึ่งต่อท้าย คนละบทกับกลอนนี้",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๑๒ ผู้ดับไม่เหลือ — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: ความรู้ทุกชนิดที่โลกรู้ยิ่งเพิ่มความพลุ่งขึ้นของโลก เป็นไปเพื่อความเกิดของตัวตน อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ · ส่วนความรู้เพียงประการเดียวที่เป็นไปเพื่ออิสระและผาสุก คือการรู้เพื่อดับตัวตน อันเป็นการดับทุกข์ในทุกแง่ · คือรู้ชัดว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา อยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต · ภาพลงชื่อ Eman[uel Sherman] · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 24 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 25 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๑๘ พ้นแล้วโว้ย ! — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: คนรักสุข ขยะแขยงทุกข์ จึงแสวงหาสุขยิ่งขึ้นไป จึงยึดติดสุขทุกระดับ · ส่วนธรรมะแท้นั้นเป็นเรื่องปล่อยวางทั้งสุขและทุกข์ เพื่อเข้าสู่ความดับทุกข์อันมีเหตุใหญ่อยู่ที่ความยึดมั่นในความสุข · เมื่อค้นพบว่าที่แท้สุขเป็นเพียงมายาที่ไม่มีอยู่จริง จึงพบความหรรษาร่าเริง เหมือนเมฆที่ลอยพ้นโบสถ์เจดีย์ ตลอดถึงสวรรค์ · ข้อความในภาพ: Free is NOW! และ OH Boundless JOY to find at last there is no HAPPINESS in this world · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 36 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 37 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๒๐ ตัวกู กับ ตัวกู — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: บัญหาของโลก บัญหาของชาติ และบัญหาของบุคคล อยู่ที่ความไม่ยอมกัน เพราะอหังการ มมังการ เพียงประการเดียว เหมือนจิ้งจก ๒ ตัวที่ต่างตัวต่างไม่ยอมแพ้ จึงต้องกัดกันไม่มีที่สิ้นสุด · ธรรมะไม้กวาดเท่านั้นที่จะกวาด ฟาด ให้สัญชาตญาณอย่างสัตว์ชนิดนั้นสิ้นไปจากสันดาน · โลกทั้งโลกจะสิ้นบัญหาหากทุกคนยอมและหยุดความมีอหังการ มมังการ กันเสียที · หมายเหตุชื่อ: สารบาญและหน้าภาพเขียน ตัวกู กับ ตัวกู แต่หน้าคำอธิบายพิมพ์ ตัวกู กับ ของกู ส่วนกลอนเทียบ ตัวกู กับ ตัวสู · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 44 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 45 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๓ ในโลกนี้ มีพุทธ ศาสนา เพื่อเข่นฆ่า สิ่งเหล่านี้ มิให้เหลือ — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: ล้อธรรมจักรกำลังแล่นตัดหรือทำลาย การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลอกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ ไสยศาสตร์ ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ เมาตำรา เมาอาจารย์ และเมาอัตตาตัวตน · สิ่งดังกล่าวมีขึ้นมาในโลกก็เพราะอำนาจความเห็นแก่ตัวที่มีอยู่ในจิตใจของคนเราแต่ละคน · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 6 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 7 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๖ ปฏิบัติเพื่อความสะอาด — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: อาบน้ำทางกายชำระเหงื่อไคล อาบทางใจคือชำระล้างความยึดถือว่า เรา ว่า ของเรา อันเป็นของสกปรกสำหรับใจ · เครื่องอาบชำระใจคือการปฏิบัติธรรม · ขณะปฏิบัติต่อสู้กับกิเลสน่าทรมาน ชนะกิเลสแล้วพบความสงบผาสุก · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 12 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 13 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**" ;
    rico:name "ตัวกู-ของกู",
        "มมังการ",
        "อหังการ",
        "อัตตานุทิฏฐิ",
        "อุปาทานขันธ์" .

bia:concept-kilesa a rico:Concept ;
    rdfs:label "กิเลส" ;
    rdfs:comment "เครื่องเศร้าหมองของจิต" ;
    rico:history "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (อตัมมยตาประยุกต์ น.๗๗): ท่านอธิบายอตัมมยตาด้วยภาษาสามระดับตามผู้ฟัง — ถ้าสุภาพก็ว่าเชื้อเชิญให้ออกมาจากกองทุกข์ ถ้าคนธรรมดาก็ว่าผลักไสให้ออกมา ถ้าคนโง่คนดื้อด้านก็ต้องว่าไสหัวมันออกมาเสียจากกองทุกข์ · ท่านชี้ว่าการที่จะออกจากกองทุกข์ได้ต้องอาศัยอตัมมยตา คือเห็นชัดจนว่าอยู่กับมันไม่ไหว ต้องออกไปเสียที · และยกว่าพระสิทธัตถะออกบวชก็เพราะสิ่งนี้ · สิ่งที่ต้องออกมาให้ได้ ได้แก่ ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้นหลงใหล ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวงความหึง · คำของท่าน: “พระสิทธัตถะออกบวชก็เพราะสิ่งนี้ เพราะอตัมมยตา, ทนอยู่กับมันไม่ไหวในการครองโลก” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ธรรมบรรยายวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา ๒๕๓๑ (พบคำว่าอตัมมยตา ๑,๗๓๓ ครั้งใน ๓๓๖ หน้า จาก ๓๔๘ หน้า)",
        "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (เตกิจฉกธรรม น.๗๙): ในการบรรยายเรื่องอาการของโรคทางวิญญาณ ท่านวางผังเทียบให้จำง่าย — ความทุกข์เปรียบเหมือนโรค · กิเลสเปรียบเหมือนสมุฏฐานของโรค · ความไม่มีกิเลสหรือนิพพานเปรียบเป็นความหายโรค ไม่มีโรค · มรรคมีองค์แปดประการคือวิธีการรักษาเยียวยาโรค ทำโรคให้หายไป · ท่านกำชับว่าต้องทำในใจถึงข้อนี้อยู่เสมอเมื่อพิจารณาอาการของโรคทางวิญญาณที่ปรากฏในสายตาของโลกยุคปัจจุบัน · คำของท่าน: “ความทุกข์ เปรียบเหมือน โรค, กิเลส เปรียบเหมือน สมุฏฐาน ของโรค, ความไม่มีกิเลส หรือ นิพพาน เปรียบเป็น ความหายโรค” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ธรรมบรรยายแก่นักศึกษาแพทย์ มี.ค.–เม.ย. ๒๕๑๔ ที่สวนโมกข์",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๐๗): ท่านจำแนกกิเลสตามสมรรถภาพในการปฏิบัติต่ออารมณ์ — ความรู้สึกที่เร่เข้าหาอารมณ์เรียกว่าความโลภ ความกำหนัด หรือความรัก · ที่ผงะหรือผลักออกจากอารมณ์เรียกว่าความโกรธ ความเกลียด หรือโทสะ · ที่ยังไม่แน่ใจแต่มีความทึ่งอยู่ในอารมณ์ ทำให้วนเวียนอยู่โดยรอบด้วยความสงสัย เรียกว่าโมหะหรือความหลง · แต่ทั้งหมดนี้ก็คืออวิชชานั่นเอง · และแยกตัณหาเป็น ๓ คือกามตัณหา 'อยากได้' ภวตัณหา 'อยากเป็น' และวิภวตัณหา 'อยากไม่เป็น-ไม่มี' · คำของท่าน: “ทั้งหมดนี้ก็คืออวิชชานั่นเอง” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๘๗): ท่านวางหลักว่าลำพังความรู้สึกว่าตัวกู ไม่ต้องจำแนกว่าดีหรือชั่ว ก็เป็นสิ่งที่ต้องขจัดออกไป ใจจึงจะสะอาดปราศจากอัสมิมานะ (Egoism) · เพื่อสะดวกในการศึกษาท่านแบ่งตัวกูเป็น ๔ ชั้น คือตัวกูที่ชั่ว ตัวกูที่ดี ตัวกูที่เบาบางลง และตัวกูที่ว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวกู → ได้รูปการปฏิบัติ ๓ ขั้น คือ (๑) กำจัดตัวกูที่ชั่วให้สูญสิ้น (๒) สร้างตัวกูที่ดีขึ้นมา (๓) ทำตัวกูนั้นให้เบาบางลงจนไม่มีเหลือ · ทั้งสามขั้นนับเป็นผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้งหมด ตรงตามหลัก ๓ ข้อที่เรียกว่าหัวใจพุทธศาสนา · คำของท่าน: “ขึ้นชื่อว่า “ตัวกู” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน จะต้องละหมด” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อว่าง (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๔) (ธรรมบรรยายระดับมหาวิทยาลัย เล่ม ๒ น.๒๓๒): ท่านสรุปคำสอนเรื่องกรรมว่า กรรมนี้หมดเมื่อราคะ โทสะ โมหะ หมด — เมื่อกิเลสเหล่านี้หมด กรรมก็หมดลงทันที มีผลทั้งอดีตและอนาคต คือกรรมเก่าสิ้นไป กรรมใหม่ก็ไม่มี · การจะให้ราคะโทสะโมหะหมดต้องประพฤติกรรมที่สาม คือเดินตามอริยมรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือดีเหนือชั่ว และมีผลทำให้รู้ความไม่มีตัวตนหรือของตนในสิ่งทั้งปวง · ท่านย้ำจุดสำคัญว่ากรรมที่สามนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอง ท่านรู้ของท่านเอง ไม่ได้เรียนมาจากผู้อื่น ไม่มีผู้ใดได้สอนอยู่แต่ก่อน · คำของท่าน: “กรรมที่สามนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เอง ท่านตรัสรู้ว่า ท่านรู้ของท่านเอง ไม่ได้เรียนมาจากผู้อื่น” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ธรรมบรรยายแก่นักศึกษามหาวิทยาลัย",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อว่าง (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๖) (เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) น.๑๐๐): ท่านชี้ว่าโลกทั้งโลกเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง มากเกินไปจนรับใช้กิเลส เพราะตั้งรากฐานอยู่บนความเห็นแก่ตัว ไม่มีความเคารพตัว ไม่มีความละอาย ไม่บังคับตัวให้อยู่ในร่องรอยของพระศาสนา · แล้วเสนอให้เปลี่ยนเป็นสัตว์อีกสามอย่าง คือสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ 'ยิ่งเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้เท่าไร ก็ยิ่งเป็นมนุษย์เต็มที่มากขึ้นเท่านั้น' · ท่านเรียกสิ่งนี้ว่าธรรมะในฐานะเป็นระบบพัฒนามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ · และยกข้อที่ทุกศาสนาสอนเหมือนกันว่า 'ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน' · คำของท่าน: “มาเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้ คือ สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ กันเถิด” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ว่าด้วยธรรมะในฐานะเป็นระบบพัฒนามนุษย์",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อว่างที่เกาะกันเป็นชุด (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๓) (ปฏิปทาปริทรรศน์ น.๓๕๑): ท่านอธิบายว่าภัทเทกรัตตปฏิปทาคือการเป็นผู้ที่ทำให้เวลาแม้เพียงวันเดียวก็มีค่า เพราะตนเป็นผู้มีความเฉียบแหลมว่องไว ฉลาดในการเห็นแจ้งประจักษ์ซึ่งปัจจุบันธรรมในกรณีนั้น ๆ ทางตา ทางหู เป็นต้น · ท่านอธิบายกลไกไว้ด้วยว่ากิเลสที่ทำซ้ำซากจนเป็นความเคยชินนั้นเรียกว่าอาสวะ มีกิเลสทีหนึ่งก็เป็นการสะสมอาสวะไว้ทีหนึ่ง และเดี๋ยวนี้คนมีกิเลสเรื่อยไปโดยไม่รู้สึกตัว จึงสะสมอาสวะเรื่อยไปโดยไม่รู้สึกตัว · คำของท่าน: “เป็นผู้ที่ทำให้เวลาแม้เพียงวันเดียวก็มีค่า” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ว่าด้วยปฏิปทาแบบต่าง ๆ รวมภัทเทกรัตตปฏิปทาปริทรรศน์",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อใหม่ที่ตั้งจากถ้อยคำในหนังสือ (ชุดที่ ๑) (อานาปานสติภาวนา เล่ม ๓ ว่าด้วยปัญญาล้วน น.๔๔๘): ในการวิเคราะห์วิมุตติสุขญาณ ๒๑ ข้อ ท่านชี้ว่าสิ่งที่จะพึงละจำแนกเป็น ๒ หมวด คือหมวดสัญโญชน์และหมวดอนุสัย โดยสิบสองข้อเป็นพวกสัญโญชน์และเก้าข้อเป็นหมวดอนุสัย · ท่านตั้งข้อสังเกตต่อการจำแนกนี้เองว่าเป็นการจำแนกที่ซ้ำกันอยู่ — ถ้าถือเอาสัญโญชน์ ๑๐ เป็นหลัก ก็มีอนุสัยซ้ำเข้ามาถึง ๗ ถ้าถืออนุสัย ๗ เป็นหลัก ก็มีสัญโญชน์ซ้ำหรือเกินเข้ามาสิบ · และให้สังเกตว่าท่านผู้จำแนกได้แยกบางอย่างออกเป็นชั้นหยาบและชั้นละเอียดตามอำนาจของอริยมรรคที่จะพึงตัด เช่นกามราคะและปฏิฆะ · คำของท่าน: “เป็นการจำแนกที่ซ้ำกันอยู่ คือ ถ้าถือเอาสัญโญชน์ ๑๐ เป็นหลัก ก็มีอนุสัยซ้ำเข้ามาถึง ๗” · ที่มา: เล่มที่ยังไม่เคยสกัด — ว่าด้วยญาณและการละสัญโญชน์/อนุสัย",
        "ทัศนะเรื่องเติมเนื้อหัวข้อที่สร้างไว้แล้วแต่ยังว่าง (งวด ๑๔) (สันทัสเสตัพพธรรม น.๑๘๓): ในชุดอุปมาของชีวิต ท่านยกอุปมาที่ ๑๑ ว่าชีวิตนี้เหมือนกับการหาจุดเย็นที่สุดในกลางเตาหลอม · ท่านให้นึกถึงเตาหลอมเหล็กขนาดใหญ่ที่หลอมทีละร้อยตัน ต้องใช้ความร้อนสูงมากจึงทำให้โลหะละลายได้ แล้วให้หาจุดเย็นที่สุดตรงจุดศูนย์กลางของเตานั้น · ท่านโยงเข้าเรื่องจิตใจว่าสัตว์ที่เวียนว่ายอยู่นี้เหมือนอยู่กลางเตาหลอม เพราะโลกทั้งโลกเป็นเตาหลอมที่เต็มอยู่ด้วยไฟ คือโลภะ โทสะ โมหะ · และเตือนว่าสมัยนี้ไฟร้อนจัดขึ้นทุกที เพราะความเจริญก้าวหน้าแบบใหม่คือการทำโลกให้เป็นเตาหลอมมากขึ้นทุกที — ถ้าไม่มีปัญญาจะต่อสู้ ก็จะสุกไหม้อยู่ในเตาหลอม · ในบริบทเดียวกันท่านยังใช้อุปมาก่อนหน้าว่าคนส่วนมากตายอยู่ในเปลือกฟองไข่ตลอดชีวิต โดยไม่รู้ว่าอวิชชาห่อหุ้มไว้ · คำของท่าน: “โลกทั้งโลกมันเป็นเตาหลอม แล้วมันเต็มอยู่ด้วยไฟ คือโลภะ โทสะ โมหะ” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ชุมนุมคำบรรยายวันเสาร์ ๒๕๑๔ ตอนว่าด้วยอุปมาของชีวิต",
        "นิยามในธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ หน้า ๑๓: ๑.๑ สิ่งที่ทำความเศร้าหมอง. ๑.๒ สิ่งเศร้าหมอง. ๑.๓ ของสกปรก. ๑.๔ สิ่งที่ทำความสกปรก. · ๒.๑ หมายถึง ความเศร้าหมองทางกาย ทางวาจา ได้แก่ความทุศีล ทุกชนิด. ๒.๒ หมายถึง ความเศร้าหมองทางจิตใจ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ทุกชนิด ทุกระดับ; สูงสุดถึง อหังการมมังการมานานุสัย ๑",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๑๖ แม่น้ำคด น้ำไม่คด — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: จิตเดิมนั้นประภัสสรอยู่ปรกติเป็นกลาง ๆ มิได้คด มิได้มีกิเลส กิเลสต่างหากคด และคนเข้าใจผิดคิดว่าจิตคด · เหมือนน้ำซึ่งไม่คด แต่แม่น้ำหรือคลองต่างหากคด · ต้องกำจัดกิเลสที่จรเข้ามาเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ไปทรมานจิตเดิมแท้ที่ประภัสสรอยู่เองแล้ว · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 32 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 33 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๖ ปฏิบัติเพื่อความสะอาด — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: อาบน้ำทางกายชำระเหงื่อไคล อาบทางใจคือชำระล้างความยึดถือว่า เรา ว่า ของเรา อันเป็นของสกปรกสำหรับใจ · เครื่องอาบชำระใจคือการปฏิบัติธรรม · ขณะปฏิบัติต่อสู้กับกิเลสน่าทรมาน ชนะกิเลสแล้วพบความสงบผาสุก · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 12 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 13 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๗ ดอกไม้จัดคน — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: คนมีกิเลสหมายมั่นว่าเราเป็นผู้จัดการ เราเป็นผู้บงการทุกสิ่ง แต่ที่แท้คนกำลังถูกบงการจากกิเลสนั่นเอง จึงถูกกิเลสรัดรึงอยู่รอบด้าน · ส่วนผู้รู้ใช้ปัญญาเข้าจัดการกับทุกเรื่อง จึงเป็นอิสระ · ข้อความในภาพ: Human arrangement by Flowers · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 14 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 15 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**" ;
    rico:name "การละกิเลส",
        "กิเลส",
        "มลทิน",
        "มละ",
        "อัคคิ",
        "เครื่องผูก",
        "เครื่องเผา",
        "โยคะ",
        "โลภ โกรธ หลง",
        "โอฆะ" .

