@prefix bia: <https://id.bia.or.th/> .
@prefix rdfs: <http://www.w3.org/2000/01/rdf-schema#> .
@prefix rico: <https://www.ica.org/standards/RiC/ontology#> .

bia:concept-sunnata a rico:Concept ;
    rdfs:label "สุญญตา" ;
    rdfs:comment "ความว่างจากตัวตน หัวใจคำสอนที่พุทธทาสเน้น" ;
    rico:history "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๔๓ หน้า ๑๒๕–๑๓๐): มีผู้กล่าวหาเรื่องการใช้คำ 'จิตว่าง' — ท่านอธิบายว่าเป็นคำที่ผูกขึ้นเพื่อเรียนง่ายจำง่าย ถอดรูปจากพุทธวจนะ 'สุญฺโญ โลโก — โลกว่างจากตัวตน ว่างจากของตน' และ 'เธอจงเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง': จิตว่างคือจิตที่ไม่จับฉวยยึดถืออะไรเป็นตัวตน-ของตน คิดนึกทำการงานได้ ปากพูดตามภาษาชาวบ้านว่าบ้านของฉันลูกของกูก็ได้ แต่ในใจรู้ว่าเป็นของอิทัปปัจจยตา · โดยธรรมชาติจิตคนก็ว่างอยู่เป็นพื้น (จึงรอดชีวิต ไม่เป็นโรคประสาท นอนหลับ ทำงานได้ดี — 'ทำงานด้วยจิตว่าง') · ส่วน 'จิตว่างอันธพาล' ที่ใช้แก้ตัวว่าทำอะไรก็ไม่บาปนั้นเป็นของผู้กล่าวหาเอง ท่านไม่เคยสอน · ว่างถึงที่สุด = ถอนอัตตวาทุปาทานสิ้น = พระอรหันต์",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๗๖ หน้า ๑๖๒–๑๖๓): มีผู้กล่าวหาว่าท่านศึกษาอภิธรรมไม่พอจึงใช้ศัพท์ผิดพลาด — ท่านตอบว่า 'เรามีอภิธรรมกันคนละอย่าง เราไม่มีอภิธรรมเฟ้อ เรามีอภิธรรมสูงสุดอยู่ที่สุญญตา อนัตตา... เราเชี่ยวชาญในอภิธรรมเพียงคำเดียวว่า อย่างนั้นเอง ว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น' — รายละเอียดอยู่ในปาฐกถา 'อภิธรรมคืออะไร'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๓.๘๓ หน้า ๑๗๐–๑๗๒): มีผู้กล่าวหาว่าคำ 'จิตว่าง' ทำให้คนเข้าใจผิดได้ — ท่านยืนยันว่าถ้าฟังคำอธิบายโดยทั่วถึงจะไม่มีทางเข้าใจผิด: จิตว่างคือจิตที่เห็นโลกทั้งปวงเป็นของว่างแล้วไม่ยึดถืออะไร ใช้อุปมามือ 'ถ้ามือไม่ว่างมันก็ไปจับฉวยอะไรอยู่ ถ้ามือว่างมันก็ไม่จับฉวยอะไรเลย' จิตว่างยังคิดนึกทำอะไรได้แต่ไม่จับฉวยโดยความเป็นตัวตน — 'ขอยืนยันว่าเป็นคำเหมาะสมแล้ว กระทัดรัดที่สุดแล้ว เพียง ๒ พยางค์' และปิดท้ายตอนว่าคำกล่าวหาทั้งหมดคือโคลนที่เอามาล้อในงานล้ออายุ 'อาตมาก็ล้อกลับ อย่างที่เรียกว่าล้างโคลน เป็นการทำให้ผู้ฟังฉลาดขึ้น คงได้บุญแน่'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๔.๑๓๗ หน้า ๒๑๕–๒๑๖): มีผู้กล่าวหาว่าท่านศึกษาแต่วินัยกับพระสูตร ไม่ศึกษาอภิธรรม — ท่านตอบว่า 'อภิธรรมแท้จริงนั้นอยู่ในสุตตันตะ... เรามีอภิธรรมจริงคือเรื่องสุญญตาเรื่องอนัตตา ธรรมะใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยสุญญตาอันนั้นเป็นโลกุตตรธรรม' และตั้งข้อสังเกตเชิงคัมภีร์ว่าหลักมหาปเทสตรัสไว้แต่ 'สุตเต โอสาเรตัพพัง วินเย สันทัสเสตัพพัง' — ไม่มีคำว่า 'อภิธัมเม' เลย 'ก็เพื่อไว้พิพากษาอภิธรรมที่จะเกิดเป็นปัญหาขึ้นในภายหลังนั่นเอง'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๕.๖ หน้า ๒๔๐–๒๔๑): มีผู้กล่าวหาว่าท่านพุทธทาสสอนว่าใครจะปล้น ฆ่า ล่วงกาเมฯ ก็ทำจิตให้ว่างเสียก็แล้วกัน ไม่มีบาปอะไร — ท่านชี้แจงว่านี่คือจิตว่างอันธพาลที่เขาว่าเอาเองแล้วเกณฑ์ให้ท่านเป็นคนกล่าว ไม่มีมูลความจริง เพราะถ้าจิตว่างจริงตามหลักธรรมะในพุทธศาสนาแล้ว จะทำการปล้น ฆ่า หรือล่วงกาเมฯ ไม่ได้ ทำได้แต่จิตว่างอันธพาลของคนที่กล่าวคำพูดเหล่านั้นเอง",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๕.๗๑ หน้า ๒๘๘–๒๘๙): มีผู้กล่าวหาว่าท่านพุทธทาสเอาถ้อยคำในพระไตรปิฎก (ชาติ สุญญตา นรก สวรรค์ นิพพาน โอปปาติกะ) มาตีความตามความเห็นตัวเองให้ยุ่งยากสับสน — ท่านยืนยันว่าไม่ได้ตีความเอาเอง 'ตีความตามหลักฐานในพระบาลีที่มีอยู่แล้ว สูตรนี้เป็นหัวข้อ อีกสูตรหนึ่งเป็นคำอธิบาย' ท่านไม่กบฏต่อพระคัมภีร์ นรกสวรรค์แบบก่อนพุทธกาล (ใต้ดิน-บนฟ้า) ใครถืออยู่ก็ถือไป แต่ 'สวรรค์นรกที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ว่าเป็นไปตามอายตนะ' ก็มีของท่าน เรื่องเหล่านี้มีความหมายสองชั้นโดยภาษาคนและภาษาธรรม",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๓.๑๓ หน้า ๓๙๙–๔๐๐): ท่านพุทธทาสอธิบายว่าคำ 'จิตว่าง' ท่านย่อจากพุทธพจน์ 'โลกทั้งหมดเป็นของว่าง ว่างจากตัวว่างจากของตน' ให้เหลือ ๒ พยางค์ — จิตที่ไม่ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวตนของตน 'จิตวุ่นก็เป็นทุกข์ จิตว่างก็ไม่มีทุกข์' ส่วน 'ตายเสียก่อนตาย' ที่เขาว่าบ้านั้น 'ถูกที่สุดแหละ' คือความยึดถือว่าตัวกูตายเสียก่อนร่างกายตาย ท่านเรียกว่า 'ปริญญาเอกของสวนโมกข์' ที่อยากให้ทุกคนรับไปแต่ไม่ค่อยมีใครเอา คำ 'สะอาด สว่าง สงบ' ก็ติดไปในวงการนักเขียนไทยโดยไม่สงวนลิขสิทธิ์ และ 'เช่นนั้นเอง' (ตถาตา) เป็นหัวใจพุทธศาสนาใน ๓ พยางค์ 'ใครถึง คือเห็นตถาตา ผู้นั้นเรียกว่าตถาคต'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๓.๒๕ หน้า ๔๓๙–๔๔๑): ท่านพุทธทาสชี้ว่าความไร้ศีลธรรมเป็น 'ปัญหาของปัญหาทุกปัญหา' ตั้งแต่โรคประสาท ความยากจน จนถึงการฆ่าพ่อฆ่าแม่เพราะยาเสพติด และศีลธรรมที่มั่นคงต้องมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน — รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งรวมเป็นสุญญตา เห็นได้เพราะเห็นอิทัปปัจจยตา บรรพบุรุษปู่ย่าตาทวดรู้ปรมัตถธรรมพอถึงกับเอาเรื่องพระนิพพานมาทำเป็นบทกล่อมลูก จึงมีศีลธรรมดี 'รุ่นลูกหลานนี้เลือดมันจางแล้วในปรมัตถธรรม' ต้องช่วยกันฟื้นฟู มิฉะนั้นก็เป็นดังที่ว่า 'มนุษย์กัดกันยิ่งกว่าสัตว์กัดกัน' ทั้งที่สัตว์เดรัจฉานไม่จำเป็นมันก็ไม่กัดกัน",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๖.๓.๙ หน้า ๓๙๑–๓๙๕): ท่านพุทธทาสอธิบายว่าการตีความใหม่ที่สวนโมกข์ทำมีแบบอย่างมาแต่เทียนวรรณ (ต. วรรณาโภ ผู้ทำก่อนแต่ถูกจับขังตะราง) และสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส 'ยอดแห่งนักปฏิรูป' อุปสรรคคือลัทธิฮินดู-พราหมณ์ฝังรากในไทยก่อนพุทธศาสนามาถึง (อย่างไตรภูมิพระร่วง ซึ่งปนอยู่ในอรรถกถา ฎีกา ไม่ใช่พระไตรปิฎก) ท่านยอมรับว่า 'บ้าไปคนเดียวที่ไม่ยอมรับหนังสือวิสุทธิมรรคทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์' เพราะอาจารย์ผู้แต่งอธิบายเป็นตัวตนไปเสียมาก จึง 'หย่าศึกกัน': ยกคำอธิบายแบบมีตัวตน-เวียนว่ายตายเกิดไว้ให้ฝ่ายศีลธรรมสำหรับคนยึดดียึดชั่ว ส่วนผู้ต้องการอยู่เหนือการเวียนว่ายก็มีระบบสุญญตาและปฏิจจสมุปบาทอีกรูปหนึ่งเพื่อหลุดพ้น 'เมื่อจิตไม่ยึดถืออะไรเรียกว่าจิตว่าง เลยถูกด่าทั้งเมืองเลย สมน้ำหน้าที่มันอุตริ'",
        "ทัศนะตอบข้อวิจารณ์ (ห้าสิบปีสวนโมกข์ ภาค ๒ ข้อ ๗.๔.๓ หน้า ๔๕๘–๔๖๙): ท่านพุทธทาสชี้ว่าคนสงบที่ฝึกไว้พอย่อมทำงานร่วมกับคนไม่สงบได้และ 'จะได้บุญโดยไม่รู้ตัว' เพราะความเย็นของเขาค่อย ๆ แก้คนรอบข้าง เด็กวัดที่เย็นยังช่วยให้คนแก่หัวงอกเย็นได้ และย้ำว่าอย่าถูกหลอกว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องฆราวาสอย่างชาวบ้านสอนกัน — เมื่อฆราวาสไปทูลถามธรรมะ 'ท่านกลับสอนเรื่องสุญญตา ให้ฆราวาสมีจิตที่ว่างจากตัวกู-ของกู' การมาอยู่อย่างวัดป่าพระเถื่อนแม้ไม่เรียกชื่อว่าสุญญตาก็ได้ผลของสุญญตา คือจิตว่างเย็น สะอาด สว่าง สงบ ปลายทางคือเป็นคนที่ 'มีความทุกข์ไม่เป็น ร้อนไม่เป็น' ซึ่งท่านบอกว่า 'นี่เขาเรียกว่าพระอริยเจ้านะ ตามชั้นตามภูมิของท่าน'",
        "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (ฆราวาสธรรม และทิศธรรม น.๒๒๓): ท่านยกว่าเมื่อพูดว่าสุญญตากับฆราวาส มีคนประเภทหนึ่งในประเทศไทยสั่นหัวไม่ยอมเข้าใจว่ามันจะไปด้วยกันได้ บางคนกลับห้ามไม่ให้สอนเรื่องนี้แก่ฆราวาส และหาว่าใครเอามาพูดกับฆราวาสก็ผิดกาลเทศะ · ท่านยอมรับตรง ๆ ว่าตนเองก็เคยเข้าใจอย่างนั้น แต่เมื่อได้ศึกษามากเข้า สังเกตมากเข้า และผ่านมามากเข้า จึงเปลี่ยนความเห็น · ท่านสรุปว่าถ้ามีความรู้เรื่องสุญญตาจะแก้ปัญหาของฆราวาสได้โดยง่าย เป็นความรู้ที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์จะต้องมี และโดยเฉพาะแม้แก่ฆราวาส · คำของท่าน: “ผมก็เคยเข้าใจอย่างนั้น แต่เมื่อได้ศึกษามากเข้า ได้สังเกตมากเข้า และได้ผ่านมามากเข้า” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ธรรมบรรยาย เม.ย. ๒๕๑๓ ตอบคำถามที่ผู้ฟังเขียนส่งมาเอง",
        "ทัศนะเรื่องคำสอนเฉพาะตัว (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๑) (อตัมมยตาประยุกต์ น.๒๖๗): ในบทช่วยจำท่านสรุปเป็นข้อ — ข้อ ๑ อตัมมยตาเป็นคำที่แปลยากที่สุดในบรรดาคำธรรมะระดับสูงประเภทเดียวกัน คือ อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถาตา · ข้อ ๒ แปลตรง ๆ ว่า 'ความไม่สำเร็จมาแต่ปัจจัยนั้น ๆ' คือสูงขึ้นมาจนอยู่เหนือเหตุเหนือปัจจัย ไม่อยู่ใต้อำนาจเหตุปัจจัยอะไรอีก · ข้อ ๓ ซึ่งท่านว่าเป็นความหมายที่ดีที่สุดหรือครบถ้วนที่สุด คือมีสติปัญญาไม่ให้ปัจจัยทั้งภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส) และภายใน (กิเลสต่าง ๆ) ปรุงแต่งจิตได้ในทุกกรณี จิตยังคงปกติอยู่ได้ · คำของท่าน: “มีสติปัญญา ไม่ให้ปัจจัย ทั้งภายนอกและภายใน ปรุงแต่งจิตได้ในทุกกรณี” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ธรรมบรรยายวันเสาร์ ภาคอาสาฬหบูชา ๒๕๓๑ (พบคำว่าอตัมมยตา ๑,๗๓๓ ครั้งใน ๓๓๖ หน้า จาก ๓๔๘ หน้า)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? น.๒๑): ท่านสรุปว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง ล้วนเป็นกิริยาอาการของตัวกู-ของกูทั้งนั้น — ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูเสียแล้ว มันก็ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ จิตชนิดนี้แหละคือจิตว่างตามหลักของพุทธศาสนา · ท่านเตือนให้ระวังจิตว่างแบบอันธพาลของนักปราชญ์ที่รู้แต่เรื่องวัตถุ ซึ่งมีอยู่มากมายในหน้าหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยขณะนั้น · คำของท่าน: “ถ้าจิตว่างจากความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูเสียแล้ว มันก็ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ” · ที่มา: เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๖ — ว่าด้วยการแยกความต่างของสามคำ",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (จิตประภัสสร จิตเดิมแท้ จิตว่าง เหมือนกันหรืออย่างไร? น.๒๒): ท่านยกข้อเขียนที่ว่า ถ้าคนไทยมีจิตว่างเสียแล้วจะไม่รู้จักรักชาติรักประเทศ จะไม่ต่อสู้ป้องกันประเทศ แล้วชี้ว่าคำพูดอย่างนี้หมายถึงจิตว่างแบบอันธพาล ไม่ใช่จิตว่างตามแบบพระพุทธศาสนา · จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า ถ้าว่างจริงแล้วทำให้มีความรู้สึกรับผิดชอบอย่างดีที่สุด ประกอบการงานได้ดีที่สุด และไม่มีความทุกข์เลย ดังที่พระพุทธเจ้าทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ · คำของท่าน: “จิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าว่างจริงแล้ว ทำให้มีความรู้สึกรับผิดชอบอย่างดีที่สุด ทำให้ประกอบการงานที่ดีที่สุด และทำให้ไม่มีความทุกข์เลย” · ที่มา: เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๒๖ — ว่าด้วยการแยกความต่างของสามคำ",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (สุญญตาปริทรรศน์ น.๒๘๘): ท่านขยายคำกลอนให้เป็นวัตรประจำวันว่า แม้ขณะเปิบข้าวเข้าปากก็ยังต้องทำไปด้วยจิตว่าง ทำงาน ทำไร่ไถนาก็ทำด้วยจิตว่าง แม้จะเอาเงินเอาข้าวเปลือกมาเก็บไว้ก็เก็บให้ถูกต้องตามวิธีของพุทธศาสนา ที่เรียกว่า 'ยกให้ความว่าง ใส่ไว้ในคลังของความว่าง' แล้วเมื่อนำมาหุงต้มกินก็เรียกว่า 'กินอาหารจากความว่าง' · ท่านย้ำว่าจะอยู่เป็นพระหรือสึกออกไปก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน · คำของท่าน: “แม้ในขณะที่เปิบข้าวเข้าปาก แล้วก็ยังต้องทำไปด้วยจิตว่าง, ทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง, ทำไร่ไถนาทำอะไรก็ตามให้ถูกต้องตามวิธีของพุทธศาสนา” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ชุดแกนคำสอน (เล่มที่พูดถึงจิตว่างหนาแน่นที่สุดในคลัง: 157 หน้า 440 ครั้ง)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (สุญญตาปริทรรศน์ น.๒๘๘): ท่านตอบผู้ที่เอาคำว่าจิตว่างไปล้อเลียน ว่าเป็นวิสัยของอันธพาลที่ไม่รู้จักหัวใจของพุทธศาสนา ซึ่งให้ความหมายว่าจิตว่างแล้วก็ไม่รู้ไม่ชี้ไม่รับผิดชอบอะไร — ที่จริงจิตว่างจะรู้ จะชี้ จะรับผิดชอบทุกสิ่ง และแก้ปัญหาทั้งหมดได้ไม่มีอะไรเหลือ · ถ้าเข้าใจความหมายที่ถูกต้อง ย่อมใช้ไปในทางทำให้มนุษย์ทั้งโลกมีความสงบสุขและป้องกันวิกฤติกาล แม้คนเป็นโรคเส้นประสาทก็ไม่ต้องเป็น · คำของท่าน: “ที่จริง จิตว่าง นี่จะรู้จะชี้จะรับผิดชอบทุกสิ่ง และก็จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ไม่มีอะไรเหลือ” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ชุดแกนคำสอน (เล่มที่พูดถึงจิตว่างหนาแน่นที่สุดในคลัง: 157 หน้า 440 ครั้ง)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (สุญญตาปริทรรศน์ น.๓๗๖): ท่านอธิบายพุทธภาษิต 'เห็นโลกโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อเถิด' ว่าคือจิตที่ไม่ไปมั่นหมายอะไร จึงว่างจากความมี ความได้ ความเป็น — นั่นคือเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง · แล้วชี้ว่าจะพูดว่า 'ตายเสียก่อนตาย' หรือ 'มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง' ก็ได้ ผลเท่ากัน เป็นการทำให้ negative และ positive เป็นอันเดียวกัน เพราะหลักพุทธศาสนามีภาวะอยู่เหนือทั้ง positive และ negative จึงเลือกพูดอย่างใดอย่างหนึ่งตามแต่จะพูดกับใคร ที่ไหน เวลาใด · และจะพูดว่า 'เป็นอยู่ด้วยสติ' หรือ 'ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น' หรือ 'ด้วยปัญญา' ก็ได้เช่นกัน · คำของท่าน: “จะพูดว่าตายเสียก่อนตายก็ได้ หรือพูดว่า มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่างก็ได้ ผลมันเท่ากัน ; นี้เป็นการทำให้ negative และ positive เป็นอันเดียวกัน” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ชุดแกนคำสอน (เล่มที่พูดถึงจิตว่างหนาแน่นที่สุดในคลัง: 157 หน้า 440 ครั้ง)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑): ตอบข้อสงสัยว่า 'จิตมันคิดนึกอยู่เสมอไม่ว่าง แม้แต่หลับมันก็ยังฝัน' — ท่านชี้ว่าจิตว่างไม่ได้แปลว่าจิตหยุดคิด แต่คือจิตที่ยังรู้สึกคิดนึกอยู่ด้วยความฉลาด เพียงแต่ไม่ยอมยึดอะไรว่าเป็นตัวตนหรือของตน ไม่ว่าจะด้วยความอยากได้ ความเข้าใจผิด ความงมงายที่ถ่ายทอดกันมา หรือสัญชาตญาณตามปกติของสัตว์ · คำของท่าน: “จิตว่าง คือจิตที่รู้สึกคิดนึกอยู่ด้วยความฉลาด ไม่ยอมยึดอะไรว่าเป็นตัวตนหรือของตน” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑๐–๑๑): ท่านยกว่าคำว่า 'สุญญตา' มีทั่วไปในพระไตรปิฎก และตรัสกำชับไว้ว่าข้อความเรื่องใดไม่เกี่ยวกับเรื่องสุญญตา ข้อความเรื่องนั้นไม่ใช่ตถาคตภาษิต เป็นเพียงเรื่องคนชั้นหลังกล่าว · และสุญญตานี้มิได้เล็งถึงความว่างเฉย ๆ แต่เล็งถึงการทำจิตให้ว่างจากอุปาทานอันเป็นตัวการแห่งทุกข์โดยตรง · การปฏิบัติเพื่อทำจิตให้ว่างจากอุปาทานประเด็นเดียวนี้เท่านั้นที่เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนา การปฏิบัตินอกนั้นมีทั่วไปแม้ในศาสนาอื่น · คำของท่าน: “สุญญตาถึงที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียกกันว่านิพพาน” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑๒): ถูกถามว่าทำไมไม่ใช้คำอื่นที่ไม่ใช่ 'จิตว่าง' — ท่านตอบว่าเพราะคนพวกนี้หลับมานานด้วยอำนาจยาเสพติดมากเกินไป ถึงกับต้องปลุกด้วยการถลกหนังหัว จึงจงใจใช้คำว่าความว่างหรือจิตว่าง ซึ่งพวกที่มากด้วยสักกายทิฏฐิกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด · อีกเหตุหนึ่งคือเรื่องสุญญตาอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาได้นอนเป็นหมันอยู่นานแล้วในหมู่คนที่หันไปมัวเมาเสพติดมหากุศล — นี่เป็นคำอธิบายวิธีใช้ถ้อยคำของท่านเอง · คำของท่าน: “ถึงกับต้องปลุกกันด้วยการปลุกชนิดที่เป็นการถลกหนังหัวอย่างน้อยสักเท่าฝ่ามือ จึงจะตื่นได้” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑๓): ยอมรับว่าเรื่องความว่างที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมีอยู่จริง คือพวกที่ถือว่าอะไร ๆ ไม่มีเลยนอกจากความต้องการของเขา ตายแล้วก็เลิกกัน · ส่วนความว่างในพุทธศาสนาถือว่าอะไร ๆ ก็มี บุญบาป สุขทุกข์ ชั่วดี มีอยู่ทั้งนั้น แต่อย่ามีจิตไปยึดมั่นต่อสิ่งเหล่านั้น · ความว่างที่เป็นสัมมาทิฏฐิคือเพื่อสละตัวตนออกไป ส่วนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเป็นอุบายหลอกลวงตัวเองหรือผู้อื่นเพื่อจะเอาอะไรเป็นของตัว · คำของท่าน: “อะไร ๆ ก็มี บุญบาป สุขทุกข์ ชั่วดี ฯลฯ มีอยู่ทั้งนั้น แต่เราอย่ามีจิตไปยึดมั่นต่อสิ่งเหล่านั้นเข้าก็แล้วกัน” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑๔): ตอบคำถามว่าเป็นอยู่อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง — ท่านปฏิเสธความเข้าใจผิดที่ว่าต้องนั่งหรือนอนตัวแข็งทื่อ ว่านั่นเป็นการว่าเอาเองตามความเขลา เพราะไม่เข้าใจคำว่าสุญญตาของพระพุทธเจ้า · 'ว่าง' หมายถึงว่างจากความรู้สึกว่ามีตัวกูหรือของกู ซึ่งมีขึ้นเพียงชั่วขณะที่รู้สึกอย่างนั้น ความรู้สึกนั้นเรียกว่าอุปาทาน · คำของท่าน: “เป็นอยู่ด้วยจิตว่างนั้นมิใช่เป็นอยู่ด้วยการนั่งหรือนอนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ดังที่เข้าใจกันเอาเอง” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑๕): ท่านสรุปว่ามหากุศลที่แท้จริงคือการเป็นอยู่ด้วยจิตที่ไม่ยึดอะไรว่าเป็นตัวตนหรือของตน ไม่ทะเยอทะยานด้วยตัณหา ทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่อธรรม บริโภคผลงานเพียงเพื่อมีชีวิตอยู่สำหรับบรมธรรมคือนิพพาน ซึ่งเป็นความว่างอย่างสุดยอด แล้วสรุปเป็นคำกลอนสี่บรรทัดให้จำง่าย · คำของท่าน: “จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง / ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น / กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน / ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๑–๒): ถูกถามว่าในบรรดาจิตของนักอภิธรรมมีจิตว่างบ้างหรือไม่ — ท่านตอบว่าจิตดวงใดเป็นญาณสัมปยุต จิตดวงนั้นเป็นจิตว่างทั้งนั้น เพราะถ้าเป็นญาณสัมปยุตจริงย่อมไม่โง่ไปยึดอะไรว่าเป็นตัวตนหรือของตน แต่ถ้าเรียกว่าญาณสัมปยุตแล้วยังไปยึดอะไรเข้าไว้ แม้แต่ยึดสิ่งที่เรียกว่ามหากุศล นั่นเป็นญาณสัมปยุตเก๊ เป็นอภิธรรมเก๊ ไม่ใช่หลักธรรมของพระพุทธเจ้า · คำของท่าน: “จิตดวงไหนเป็นญาณสัมปยุต จิตดวงนั้นเป็นจิตว่างด้วยกันทั้งนั้น” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๒–๓): ถูกท้วงว่าคำว่า 'ยึด' ชวนให้คิดว่าจิตมีมือ — ท่านอธิบายว่าภาษาที่ใช้พูดเรื่องทางจิตเกิดขึ้นทีหลัง จึงต้องยืมภาษาทางวัตถุที่ใช้กันอยู่ก่อนมาพูด คำว่าจิตยึดจึงหมายถึงความรู้สึกคิดนึกที่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาเป็นของตนหรือเป็นตัวตน คล้ายมือที่จับกุมอะไรไว้ · เหตุที่เลือกคำว่า 'ยึด' แทน 'สำคัญมั่นหมาย' เพราะเป็นภาษาทางวัตถุที่แสดงภาพรุนแรงกว่า สั้นกระทัดรัดกว่า และกระทบความรู้สึกผู้ฟังดีกว่า · คำของท่าน: “ภาษาที่ใช้พูดเรื่องทางจิตเกิดขึ้นทีหลัง จึงยืมภาษาทางวัตถุที่ใช้พูดกันอยู่ก่อนมาพูด” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๓): ถูกถามว่าจิตที่คิดนึกง่วนอยู่โดยไม่สำคัญมั่นหมายอะไรเลยจะมีได้อย่างไร — ท่านแยกว่า ถ้าสำคัญมั่นหมายด้วยความโง่ ก็หมายไปในทางเป็นตัวตนหรือของตน เป็นความยึดมั่นถือมั่นแท้ แต่ถ้าสำคัญมั่นหมายด้วยสติสัมปชัญญะหรือปัญญา เพื่อทำหน้าที่ไปตามหน้าที่และเพื่อหน้าที่ — ไม่ใช่เพื่อเงิน เพื่อเกียรติ หรือแม้แต่เพื่อมหากุศล — อย่างนี้ไม่เรียกว่ายึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ประกอบด้วยอุปาทาน · คำของท่าน: “เพื่อทำหน้าที่ไปตามหน้าที่และเพื่อหน้าที่ (ไม่ใช่เพื่อเงิน เพื่อเกียรติ หรือแม้แต่เพื่อมหากุศล …) อย่างนี้ไม่เรียกว่ายึดมั่นถือมั่น” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๔): ค้านความเชื่อที่ว่ากิเลสเกิดอยู่เป็นพื้นฐานไม่ขาดสาย ท่านว่านั่นคือพวกที่จะจมอยู่ในวัฏฏะ — หลักธรรมในพุทธศาสนาถือว่าตามปกติจิตนี้เป็นประภัสสร คือว่างจากกิเลสหรือความโง่อยู่แล้ว ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบแล้วขาดสติสัมปชัญญะจึงเกิดโลภะโทสะโมหะ · ภาวะประภัสสรจึงเป็นความว่างจากอุปาทานอยู่โดยปกติและเป็นพื้นฐาน (ไม่มีอุปาทานก็ยังไม่มีทุกข์) · คำของท่าน: “ตามปรกติจิตนี้เป็นประภัสสร คือว่างจากกิเลสหรือความโง่” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๕–๖): ถูกถามตรง ๆ ว่าจิตประภัสสรเป็นจิตบริสุทธิ์หรือเปล่า — ท่านแยกว่าประภัสสรมีความหมายคนละอย่างจากบริสุทธิ์ ประภัสสรตรงกับคำว่า 'เรืองแสง' เป็นคุณสมบัติประจำตัวของวิญญาณธาตุ แสงนั้นไม่เศร้าหมองจนกว่าจะมีอะไรมาปนลงไป จิตจึงสูญเสียความเป็นประภัสสรเมื่อถูกกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรเข้ามา · ถ้าจะเรียกประภัสสรว่าบริสุทธิ์ ก็บริสุทธิ์อย่างภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่อย่างความหมายของพระอริยเจ้า — แต่ในขณะแห่งประภัสสรนั้นต้องว่างจากกิเลส จึงพอสงเคราะห์ไว้ในพวกจิตว่างได้ · คำของท่าน: “ประภัสสรตรงกับคำว่า “เรืองแสง” เป็นคุณสมบัติประจำตัวของสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณธาตุ” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๖–๗): ถูกถามว่าจิตว่างมีหลายชนิดหรือ ท่านตอบว่าจะว่าชนิดเดียวก็ได้ หลายชนิดก็ได้ แล้วแต่จะเพ่งเล็งกว้างหรือแคบ — ชนิดเดียวคือขณะนั้นปราศจากอุปาทานว่าตัวตนหรือของตน ส่วนที่ว่าหลายชนิดคือ ว่างเด็ดขาดอย่างจิตพระอรหันต์ · ว่างไม่เด็ดขาดอย่างผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ · ว่างเองตามธรรมชาติเพราะยังไม่มีอารมณ์มากวน · อารมณ์มากระทบแล้วควบคุมได้ · กำลังอยู่ในสมาธิบางชนิด · มีอารมณ์ที่ไม่ก่อความยึดมั่น · กำลังพักผ่อนนอนหลับตามปกติ · กระทั่งมีบทเพลงหรือดนตรีบางชนิดมาขับกล่อมแวดล้อมอยู่ · คำของท่าน: “จะว่าชนิดเดียวก็ได้ หลายชนิดก็ได้ แล้วแต่เราจะเพ่งเล็งกันกว้างหรือแคบเพียงไร” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๗): ถูกถามว่าจิตว่างชนิดไหนที่ประสงค์ในคำว่า 'เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง' — ท่านตอบว่าหมายถึงจิตว่างทุกชนิด ด้วยเหตุผลเดียวคือไม่ว่าชนิดไหนล้วนไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ 'เราเอาแต่ไม่มีทุกข์ก็แล้วกัน' · พร้อมกันนั้นท่านวิจารณ์การแห่ไปทำวิปัสสนาเพื่อจะเป็นพระอริยบุคคลชั้นนั้นชั้นนี้แข่งขันกัน ว่ามีแต่จะทำให้จิตไม่ว่างยิ่งขึ้น ดังที่เห็นอวดเบ่งทับกันทะเลาะวิวาทกัน · คำของท่าน: “อย่าไปเห่อความเป็นพระอริยบุคคลชั้นนั้นชั้นนี้ เหมือนที่เขาแห่ไปทำวิปัสสนาเพื่อจะเป็นนั่นเป็นนี่แข่งขันกันเลย ซึ่งมีแต่จะทำจิตให้ไม่ว่างยิ่งขึ้น” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๗–๘): ท่านว่าจิตว่างชนิดที่ว่างเองตามธรรมชาตินั้นยิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน เพราะทำให้คนมีจิตไม่ผิดปกติ ไม่เป็นโรคเส้นประสาทหรือโรคจิต ส่วนการควบคุมให้ว่างนั้นเป็นเพียงการยืดความว่างตามธรรมชาติให้ยาวออกไปหรือให้ประณีตยิ่งขึ้นเท่านั้น — จิตว่างจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะผู้จะไปนิพพาน · คำของท่าน: “ที่ว่างเองตามธรรมชาตินั้นยิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน เพราะทำให้คนมีจิตไม่ผิดปรกติ ไม่เป็นโรคเส้นประสาทหรือโรคจิตเป็นต้น” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๘–๙): ถูกถามว่าจิตมหากุศลเป็นจิตว่างหรือเปล่า — ท่านว่าจิตมหากุศลตามศาลาวัดฟังดูเป็นความทะเยอทะยานเพื่อจะได้อะไรที่มุ่งมาดที่สุด เหมือนการลงทุนค้ากำไรเกินควร อย่างนั้นไม่ชื่อว่าจิตว่างแต่เป็นจิตวุ่นอย่างยิ่ง · จิตที่เป็นมหากุศลแท้จริงควรเป็นจิตว่าง คือไม่ปรารถนาอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ปรารถนาแม้แต่สิ่งที่เรียกว่ามหากุศล · ท่านตั้งคำถามกลับว่าเคยพบที่ไหนบ้างที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำนี้ดื่นเหมือนคำว่า 'สุญญตา' · คำของท่าน: “มหากุศลที่ทำไปด้วยความอยากจะเอาเป็นตัวกูหรือของกูนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าขนมหรือลูกกวดสำหรับให้รางวัลเด็ก เพื่อจูงใจให้เขาขยันทำงาน” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องจิตว่าง (เป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” น.๙–๑๐): ตอบข้อกล่าวหาโดยยกอุปมาว่าคนเขลาเข้าไปในป่าก็เห็นแต่ป่า ไม่เห็นต้นไม้ พอได้ฟังพุทธภาษิต 'วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ' (ตัดป่าซิ อย่าตัดต้นไม้) ก็ฟังไม่ถูก เพราะไม่รู้จักแยกต้นไม้ออกจากป่า — เช่นเดียวกับที่ไม่ต้องทำลายเบญจขันธ์ เพียงทำลายกิเลสที่เกิดในเบญจขันธ์ก็พอ · บุญบาปกุศลอกุศลที่ยึดไว้ด้วยอุปาทานนั่นแหละคือป่าที่ต้องตัด ให้เหลือแต่ต้นไม้งาม คือ 'จิตว่าง' · คำของท่าน: “หัวใจของพระไตรปิฎกนั้น คือการสอนทำให้จิตว่างจากอุปาทาน” · ที่มา: บทสนทนา “ตาแก่” กับ “หลวงตาพุทธทาส” ๘ เมษายน ๒๕๐๔ (เอกสารชุดมองด้านใน อันดับ ๖๔ พิมพ์ ๒๕๒๑)",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๑๕๐–๑๕๑): ท่านยืนยันว่าเมื่อตัวกู-ของกูดับลง ไม่ได้หมายความว่าจิตว่างไม่มีอะไรเลยหรือจิตเองก็ดับไปด้วย แต่ความว่างปรากฏขึ้นแทน เป็นความว่างจากตัวกู-ของกูที่ประกอบอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างยิ่งในตัวความว่างนั้นเอง · ท่านวางเป็นคู่ตรงข้าม: ตัวกูอยู่ จิตวุ่น–ตัวกูดับ จิตว่าง · ตัวกูอยู่ จิตมืด–ตัวกูดับ จิตสว่าง · ตัวกูอยู่ จิตโง่ด้วยอวิชชา–ตัวกูดับ จิตพ้นความโง่ · และเมื่อจิตประกอบด้วยความรู้สึกว่าตัวกู จิตย่อมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ แต่กลายเป็นของมายา ต่อเมื่อว่างจึงคืนสู่สภาพเดิมที่สะอาดตามธรรมชาติ · คำของท่าน: “ภาวะแห่ง “ตัวกู-ของกู” หายไปเท่าใด ภาวะแห่งสติปัญญาก็ปรากฏออกมาเท่านั้น” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๒๒๑): ท่านวินิจฉัยความดับแห่งตัวกู-ของกูในวาระสุดท้ายตามความหมายของคำว่าสุญญตา — การละอวิชชาเสียได้ทำให้รู้ความจริงว่าโดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่สิ่งซึ่งสักแต่ว่าธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ ไม่ว่าฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรม · เมื่อรู้แจ้งดังนี้ ความยึดถือว่าเป็นตัวตน-ของตนก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น · ภาวะที่ว่างจากตัวกู-ของกูนั้นเรียกว่าภาวะแห่งสุญญตา · คำของท่าน: “โดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่สิ่งซึ่งสักแต่ว่าธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องตัวกู-ของกู (ตัวกู-ของกู ฉบับสมบูรณ์ น.๒๒๙): ท่านสรุปว่าสุญญตามีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน ในฐานะที่ว่างจากทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ และได้แก่ความดับหรือความว่างไปแห่งตัวกู-ของกูนั่นเอง · ท่านกำหนดหมายไว้ว่าความดับในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุหรือสสารแต่ประการใด เพราะโดยแท้จริงสสารไม่มีการดับ มีได้แต่การเปลี่ยนรูป · และย้ำว่าความรู้เรื่องสุญญตาเป็นความรู้ที่ต้องนำไปใช้ในทุกกรณี แม้ที่สุดในกรณีที่เกี่ยวกับฆราวาสหรือชาวโลกทั่วไป · คำของท่าน: “สุญญตา มีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน ในฐานะที่ว่างจากทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์” · ที่มา: ธรรมบรรยายประจำพรรษา จัดพิมพ์ในชื่อ “ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษาผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน” — 37 เรื่อง 316 หน้า",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อว่างที่เกาะกันเป็นชุด (งวดกวาดให้ทั่ว ชุดที่ ๓) (โอสาเรตัพพธรรม น.๔๕): ท่านจัดทานบริจาคเป็น ๔ ชนิด — อามิสทาน (ให้วัตถุ) · อภัยทาน (ให้อภัย) · ธรรมทาน (ให้ธรรมะ) ทั้งสามนี้ต้องมีผู้รับ · และอย่างที่ ๔ คือสุญญตาทาน ซึ่งเป็นทานที่ไม่ต้องมีผู้รับ และไม่เวียนว่ายไปในวัฏฏะอีกต่อไป · ท่านบอกตรง ๆ ว่าคำ 'สุญญตาทาน' นี้ท่านขอเรียกเอาเอง เพราะไม่มีใครกล่าวไว้หรือเรียกไว้โดยตรง แต่มีเนื้อเรื่องอยู่ในพระบาลีในพระคัมภีร์ แล้วเรามองเห็นชัดว่าเป็นการให้ที่เนื่องด้วยสุญญตา · คำของท่าน: “อีกประเภทหนึ่งตรงกันข้าม จะต้องขอเรียกเอาเองว่า สุญญตาทาน” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ชุดหลักปฏิบัติเรียงตามหมวดธรรม ๑๓ เรื่อง (สรณคมน์ ทานบริจาค ศีลวัตร สมาธิวัตร … นิพพาน กรรม อริยสัจจ์ ไตรลักษณ์ โลกุตตรธรรม)",
        "ทัศนะเรื่องหัวข้อใหม่ที่ตั้งจากถ้อยคำในหนังสือ (ชุดที่ ๑) (มาฆบูชาเทศนา น.๔๕๒): ท่านสำรวจข้อเสนอต่าง ๆ ว่าอะไรเป็นหัวใจพุทธศาสนา — บางพวกว่าศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา · บางพวกว่าทาน ศีล ภาวนา · บางคนถึงกับย่อเป็นอักษรย่อจนคนอื่นฟังไม่ถูก · แล้วเสนอสิ่งที่ท่านเห็นว่าคนทั้งหลายมักมองข้าม คือพระบาลีสั้น ๆ ว่า 'สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย' แปลว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น · ท่านอ้างที่มาชัดว่าอยู่ในสักกปัณหสูตร มัชฌิมนิกาย ซึ่งมีผู้ทูลถามว่าจะสรุปคำสอนทั้งหมดให้เหลือประโยคเดียวได้หรือไม่ และพระพุทธองค์ตรัสตอบด้วยประโยคนี้ · คำของท่าน: “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ซึ่งแปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น” · ที่มา: ธรรมโฆษณ์ — ชุดเทศนาวันมาฆบูชา",
        "นิยามในธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม เล่ม ๑ หน้า ๒๗๐: คือ ความว่าง. · ๒.๑ โดยธรรมชาติ : ว่างจากตัวตน; ความหมายแห่งตัวตนและของตน. ๒.๒ โดยเหตุ : ว่างจากกิเลส หรืออุปาทานว่าตัวตน. ๒.๓ โดยผล : ว่างจากความทุกข์. แต่มิได้หมายความว่าไม่มีอะไรเสียเลย; คงมีสิ่งนั้น ๆตาม ธรรมชาติ หากแต่ว่างจากความหมาย หรือคุณค่าแห่งตัวตน",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๑ อยู่ให้เหมือนลิ้นอยู่ในปากงู): ความหมายกำกับในสารบัญ: พยายามสังวร ระวังอย่างอุกฤษฐ์ · คำบรรยาย: อยู่อย่างไร ในปากงู ดูให้ชัด / สาระพัด พิษแสบ ปราบแปรบไหว · แต่ลิ้นงู ไม่กระทบ พบสิ่งไร / การทำใจ ก็ต้องเป็น เช่นเดียวกัน · ไม่ให้เกิด ตัวเราได้ จิตใจว่าง / จิตสงบสว่าง จึงเห็นผล · รู้มายา หน้านอกใน ไกลกังวล / ในปากงู เลิศล้น พ้นโลกเอย · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๖ ยอดนักรบ): ความหมายกำกับในสารบัญ: ผู้พ้นเชลย · คำบรรยาย: ยอดนักรบ พบความจริง สิ่งทั้งหลาย / ไม่กำหนด จิตหมาย ชายหรือหญิง · จิตสะอาด สว่างสงบ พบของจริง / มุ่งหน้าทิ้ง วิ่งพ้น กลชะเลย · แม้จะครอง บริขาร พันรอบกาย / จิตหมดหมาย ใจว่าง วางใจเฉย · ผู้ไม่รู้ มองภายนอก อ่านออกยาก / อาจเห็นเป็น มักมาก หลายกระแส · ที่แท้นั้น รู้รส หมดจดแจ / โลกทั้งโลก ว่างแท้ สิ้นชาติเอย · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๑๗ จากอนันตะ สู่ อนันตะ): ความหมายกำกับในสารบัญ: สู่อนันตะ · คำบรรยาย: เลี้ยงระมัง เป็นความว่างอนันตะ ดับหายไป ในความว่างอนันตะ จะดีระมังอยู่ นานเท่าไร ดังเท่าไร ก็คงสู่ ภาวะนี้ทั้งสิ้น · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒ · หมายเหตุ: ภาพนี้เป็นร้อยแก้วสั้น ไม่ใช่กลอนเหมือนภาพอื่น",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๓ ยิ่งคัดสอก ยิ่งเลอะเทอะ): ความหมายกำกับในสารบัญ: หลงรัก · คำบรรยาย: เฝ้าอดทน พยายาม ความพากเพียร / ลู้ขีดเขียน คัดสอก กันนักหนา · หวังจะรู้ แตกฉาน การนานา / สังขารมา ค่อเดิม ของเดิมไป · มุ่งจะได้ ความรู้ จากภายนอก / จึงถูกหลอก ออกไปไกล ใจหลงใหล · ยิ่งคัดสอก ยิ่งเลอะเทอะ เปรอะเปื้อนไป / หยุดคัดสอก รู้ภายใน ใจว่างเอย · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพธรรมะ “ชุดจีน” ตามสมุดภาพอันดับ ๒ ภาพที่ ๙ จิตว่างได้ยินหญ้าพูด): ความหมายกำกับในสารบัญ: พอใจในความสงบ · คำบรรยาย: หญ้าน้อย ๆ ลอยหวิว ปลิวตามลม / ไม่อาจข่ม หยุดได้ ดังใจหมาย · ใครจิตว่าง จงฟัง กอหญ้าพูด / เพื่อพิสูจน์ จิตคนไว้ ให้หายหลง · “ทุก ๆ สิ่ง ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยง / จิตใจปลง สุขทุกข์ได้ ไม่ใยดี · จงดูเถิด ชาติความเกิด เป็นความทุกข์ / ความสงบ โปร่งปลอด เป็นยอดดี · จิตราบซึ้ง สงบนี้ ดีนักเอย” · ที่มา: สมุดภาพอันดับ ๒ ที่คุณระบิล บุนนาค จัดถ่ายทำถวายสวนโมกข์ · คำบรรยายพิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๓ · สารบัญทั้งชุดอยู่หน้าสแกนที่ ๒",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๑๓ จิตว่างได้ยินหญ้าพูด — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: จิตวุ่นได้ยินแต่เสียงโลกพูด คือเรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องมี เรื่องเป็น อยู่ก้องโกลาหล กลบเสียงใบไม้ใบหญ้าที่กระซิบความจริงของชีวิตเสียสิ้น · ครั้นจิตว่างจากอารมณ์โลก ๆ แล้ว ย่อมซึมซาบความจริงนั้นว่า เกิดมานี้เพื่อปล่อยวาง อิสระ และร่าเริง · ข้อความในภาพ: In the silent mind one can listen to grass · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 26 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 27 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๒ เสียงตบมือข้างเดียว — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: เมื่อจิตรับอารมณ์ภายนอกแล้วไม่ยึดถือปรุงแต่งเป็นเราเป็นของเรา มีแต่สติปัญญาที่จะจัดการกับอารมณ์นั้น ๆ อย่างถูกต้อง จิตก็สงัดจากอารมณ์ทั้งปวง เสมือนเสียงแห่งความเงียบของมือที่ตบข้างเดียวที่ปราศจากมืออื่นมาตบด้วย · กลอน: มือฉันตบ ข้างเดียว ส่งเสียงลั่น / เสียงมือฉัน ดังก้อง ทั้งโลกัย · ภาพลงชื่อ Emanuel Sherman · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 4 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 5 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๒๒ จากอนันตะ สู่อนันตะ — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: การเกิดขึ้นแห่งสิ่งที่เป็นสังขตะ มีออกมาเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่รู้จักหมดสิ้น · การดับลงแห่งสิ่งที่เป็นสังขตะ ก็ไม่รู้จักเต็มแดนเป็นที่ดับของมัน · เช่นเดียวกับเสียงระฆังดังออกมาได้จากตัวระฆัง ไม่รู้จักหมดจักสิ้น และเสียงนั้นก็ไม่เต็มในอวกาศอันไม่มีที่สิ้นสุด · ข้อความในภาพ: from Eternity To Eternity · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 40 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 41 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**",
        "ภาพธรรมะในโรงมหรสพทางวิญญาณ (ภาพปริศนาธรรม โรงมหรสพทางวิญญาณ (เล่มพิมพ์ ๒๓ ภาพ) ภาพที่ ๕ เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่ — มีภาพวาดในคลัง): ใจความคำอธิบาย: อารมณ์ทั้งปวงก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงเพื่อมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ ความดับ · เหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไปทำขลุ่ย เสียงก็กลับสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม หรือไอน้ำจากทะเลพลุ่งขึ้นเป็นเมฆแล้วตกเป็นฝนลงสู่ทะเลตามเดิม · ความวุ่นที่พลุ่งขึ้นย่อมดับมอดลงสู่ความว่างอันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ · ข้อความในภาพ: sound of flute has returned to bamboo forest · ภาพวาดอยู่ที่หน้าสแกน 10 · คำอธิบายอยู่ที่หน้าสแกน 11 · ที่มา: เล่มพิมพ์รวมภาพปริศนาธรรมพร้อมคำอธิบาย · หน้าคู่เป็นภาพวาด หน้าคี่เป็นคำอธิบาย · ภาพ ๕ ใบลงชื่อศิลปิน Emanuel Sherman (พระอเมริกัน มรณภาพ ๒๕๐๖ · ดู BIA08010003-0090) · ⚠️ แผ่นในเล่มสลับลำดับตั้งแต่หน้าสแกน ๓๙ — เลขหน้าในข้อมูลนี้เป็น **เลขหน้าสแกน**" ;
    rico:name "ความว่าง",
        "ความว่างถูกต้อง ๑๐ อย่าง",
        "ความว่างที่ถูกต้อง",
        "จิตว่าง",
        "ว่างอย่างถูกต้อง ๑๐ ประการ",
        "สันตินิพพาน",
        "สัมมาสุญญตา ๑๐ ประการ",
        "สัมมาสูญญตา ๑๐",
        "สุญญตา",
        "อนัตตตา" .

